นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล
การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร
การสังเกตจดจำสิ่งของ
ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง
นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล
การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร
การสังเกตจดจำสิ่งของ
ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง
การสังเกตจดจำสถานที่
การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม
การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คุณสมบัติประจำตัวนักสืบ( ที่ต้องมี...มาก)
คุณสมบัติประจำตัวนักสืบ( ที่ต้องมี...มาก)
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
กำเนิดนักสืบรุ่นใหม่
กำเนิดนักสืบรุ่นใหม่
ตำรวจไทยหลายคนมีความพยายามอย่างล้นเหลือที่จะเข้าคลี่คลายคดีหลายคดีที่มีความซับซ้อน ต้องยอมรับว่าตำรวจรุ่นใหม่ที่หลุดออกมาสวมเครื่องแบบเต็มตัวในปัจจุบันนี้มีสมองดี และบางคนมีพรสวรรค์คล้ายกับคนที่เล่นดนตรีเป็นก็สามารถจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเคาะให้เข้าจังหวะได้เหมาะเจาะ แม้ว่าจะอ่านโน้ตไม่ออกก็ตาม นักดนตรีลักษณะนี้เมื่อมีผู้รู้สอนการอ่านโน๊ตให้อย่างถูกทิศถูกทาง เขาก็สามารถที่จะรุดหน้าไปได้อย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกันหากนักสืบได้ตำราหรือกูรูที่ชี้ทิศทางให้ เขาก็สามารถที่จะเดินเครื่องเป็นนักสืบสวนมืออาชีพได้อย่างทันที
บอกได้ว่าการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอำพรางตัวเป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สึนามิ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักสืบหน้าใหม่ยอมรับในทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในการคลี่คลายติดตาม ซึ่งคดีอำพรางการตายลักษณะนี้ ทฤษฎีดังกล่าวบอกไว้ว่าตำรวจต้องพยายามควบคุมเรื่องราวในคดีให้ได้ นั่นคือการจัดรายละเอียดของคดีให้เรื่องราวมีความสอดคล้องกัน ซึ่งผลจากการจัดการและดูพฤติกรรมต่างๆของเป้าหมายจะเกิดผล 2 ประการ
ประการแรก รายละเอียดของคดีจะสอดคล้องกันทั้งหมดทั้งทางหลักฐานที่ได้มาและพยานปากต่างๆ หรือไม่ก็เกิดความไม่สอดคล้องกันของเหตุการณ์ จนทำให้เกิดประเด็นสงสัย ประการที่สอง การพยายามทำลายหลักฐานในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มักจะถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่ให้กับการสืบสวน
ในคดีนี้ถือว่าต้องปักธงแดงทางคดีไว้เลยว่ามีความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากเหตุการณ์ทุกอย่างถูกจัดขึ้นอย่างสอดคล้องต้องกันทั้งหมด และสอดคล้องอย่างเกินความจริง รวมทั้งมีหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้นอย่างมากมาย
ผมยืนยันได้ว่าหากผู้ต้องหาไม่พยายามดิ้นรนเปลี่ยนชื่อ เพื่อ “เกิดใหม่” เป็นคนอื่น คดีนี้จะทำให้ตำรวจทำงานยากมากขึ้น
เมื่อนำคดีนี้มาวิเคราะห์ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์จะพบจุดสังเกตอย่างหนึ่งที่เหมือนจะเป็นรายละเอียดปีกย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นจุดใหญ่ของคดีและทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย นั่นก็คือเมื่อย้อนหลังไปในวันที่สามีมาแจ้งว่าพบศพภรรยาแล้ว แต่ผู้เป็นสามีกลับไม่ติดใจสงสัยเรื่องทรัพย์สินหรือเครื่องประดับ ทั้งที่พฤติกรรมของภรรยามักจะชอบของประดับมีค่า และใส่เครื่องประดับมากมายเมื่อออกจากที่พัก แต่ที่ศพกลับมีบัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียวเท่านั้น ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กองบังคับการปราบปรามตัดสินใจเดินหน้า เพราะมันขัดกับพฤติกรรมของคนทั้งคู่ในอดีต ทำให้เชื่อเบื้องต้นได้ว่าอาจจะมีการอำพรางพฤติกรรมเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคดีนี้จะเดินเครื่องได้อย่างราบเรียบโดยปราศจากขวากหนามเนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากอยู่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่การวางแผน เพราะคดีนี้ดูก็รู้แล้วว่ามีการวางแผนการเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกและขณะนี้กองบังคับการปราบปรามกำลังเข้าไปจัดการในเรื่องรายละเอียด
ทั้งนี้ผมเชื่อว่าการจับกุมคดีนี้ได้เป็นเพราะนักสืบยอมรับในทฤษฎีใหม่ ซึ่งการยอมรับครั้งนี้จะทำให้เกิดนักสืบหน้าใหม่ขึ้นมาอีกหลายคน นอกจากนี้การจับกุมในคดีนี้ถือว่าใช้วิธีที่มาตรฐานไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ตำรวจไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คดีนี้จึงถือเป็นคดีหนึ่งที่น่าจะเป็นที่ยอมรับของตำรวจทั่วโลก และเป็นบทเรียนให้กับตำรวจไทยด้วย
ผมดีใจครับที่นักสืบรุ่นใหม่มีพัฒนาการและพัฒนาได้ดีกว่าที่หลายคนคิดไว้ด้วยซ้ำ
ตำรวจไทยหลายคนมีความพยายามอย่างล้นเหลือที่จะเข้าคลี่คลายคดีหลายคดีที่มีความซับซ้อน ต้องยอมรับว่าตำรวจรุ่นใหม่ที่หลุดออกมาสวมเครื่องแบบเต็มตัวในปัจจุบันนี้มีสมองดี และบางคนมีพรสวรรค์คล้ายกับคนที่เล่นดนตรีเป็นก็สามารถจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเคาะให้เข้าจังหวะได้เหมาะเจาะ แม้ว่าจะอ่านโน้ตไม่ออกก็ตาม นักดนตรีลักษณะนี้เมื่อมีผู้รู้สอนการอ่านโน๊ตให้อย่างถูกทิศถูกทาง เขาก็สามารถที่จะรุดหน้าไปได้อย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกันหากนักสืบได้ตำราหรือกูรูที่ชี้ทิศทางให้ เขาก็สามารถที่จะเดินเครื่องเป็นนักสืบสวนมืออาชีพได้อย่างทันที
บอกได้ว่าการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอำพรางตัวเป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สึนามิ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักสืบหน้าใหม่ยอมรับในทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในการคลี่คลายติดตาม ซึ่งคดีอำพรางการตายลักษณะนี้ ทฤษฎีดังกล่าวบอกไว้ว่าตำรวจต้องพยายามควบคุมเรื่องราวในคดีให้ได้ นั่นคือการจัดรายละเอียดของคดีให้เรื่องราวมีความสอดคล้องกัน ซึ่งผลจากการจัดการและดูพฤติกรรมต่างๆของเป้าหมายจะเกิดผล 2 ประการ
ประการแรก รายละเอียดของคดีจะสอดคล้องกันทั้งหมดทั้งทางหลักฐานที่ได้มาและพยานปากต่างๆ หรือไม่ก็เกิดความไม่สอดคล้องกันของเหตุการณ์ จนทำให้เกิดประเด็นสงสัย ประการที่สอง การพยายามทำลายหลักฐานในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มักจะถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่ให้กับการสืบสวน
ในคดีนี้ถือว่าต้องปักธงแดงทางคดีไว้เลยว่ามีความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากเหตุการณ์ทุกอย่างถูกจัดขึ้นอย่างสอดคล้องต้องกันทั้งหมด และสอดคล้องอย่างเกินความจริง รวมทั้งมีหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้นอย่างมากมาย
ผมยืนยันได้ว่าหากผู้ต้องหาไม่พยายามดิ้นรนเปลี่ยนชื่อ เพื่อ “เกิดใหม่” เป็นคนอื่น คดีนี้จะทำให้ตำรวจทำงานยากมากขึ้น
เมื่อนำคดีนี้มาวิเคราะห์ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์จะพบจุดสังเกตอย่างหนึ่งที่เหมือนจะเป็นรายละเอียดปีกย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นจุดใหญ่ของคดีและทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย นั่นก็คือเมื่อย้อนหลังไปในวันที่สามีมาแจ้งว่าพบศพภรรยาแล้ว แต่ผู้เป็นสามีกลับไม่ติดใจสงสัยเรื่องทรัพย์สินหรือเครื่องประดับ ทั้งที่พฤติกรรมของภรรยามักจะชอบของประดับมีค่า และใส่เครื่องประดับมากมายเมื่อออกจากที่พัก แต่ที่ศพกลับมีบัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียวเท่านั้น ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กองบังคับการปราบปรามตัดสินใจเดินหน้า เพราะมันขัดกับพฤติกรรมของคนทั้งคู่ในอดีต ทำให้เชื่อเบื้องต้นได้ว่าอาจจะมีการอำพรางพฤติกรรมเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคดีนี้จะเดินเครื่องได้อย่างราบเรียบโดยปราศจากขวากหนามเนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากอยู่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่การวางแผน เพราะคดีนี้ดูก็รู้แล้วว่ามีการวางแผนการเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกและขณะนี้กองบังคับการปราบปรามกำลังเข้าไปจัดการในเรื่องรายละเอียด
ทั้งนี้ผมเชื่อว่าการจับกุมคดีนี้ได้เป็นเพราะนักสืบยอมรับในทฤษฎีใหม่ ซึ่งการยอมรับครั้งนี้จะทำให้เกิดนักสืบหน้าใหม่ขึ้นมาอีกหลายคน นอกจากนี้การจับกุมในคดีนี้ถือว่าใช้วิธีที่มาตรฐานไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ตำรวจไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คดีนี้จึงถือเป็นคดีหนึ่งที่น่าจะเป็นที่ยอมรับของตำรวจทั่วโลก และเป็นบทเรียนให้กับตำรวจไทยด้วย
ผมดีใจครับที่นักสืบรุ่นใหม่มีพัฒนาการและพัฒนาได้ดีกว่าที่หลายคนคิดไว้ด้วยซ้ำ
คุณสมบัติของนักสืบ
คุณสมบัติของนักสืบ
- ต้องเข้าใจเนื้องานที่จะสืบ
- งานสืบสวนเหมาะสำหรับคนที่ไหวพริบทางปัญญาสูง ๆ
- ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
- เหตุเกิดเฉพาะหน้าสามารถแก้ได้เลย
- มีความอดทน
- ทำงานไม่เป็นเวลา เตรียมพร้อมตลอด
- สุขภาพดี แข็งแรง
- มีความละเอียดอ่อน
- เป็นคนช่างสังเกตุ
- การรักษาความลับของลูกค้า
- นักสืบจะมีข้อเท็จมาก เรื่องสำคัญส่วนตัวของลูกค้าต้องรักษาให้ได้
- ไม่แพร่งพรายหรือเล่าให้ญาติพี่น้องรับทราบ
- นักสืบต้องมีความคล่องตัวสูง
- ติมดามสืบพฤติกรรมต้องไม่ให้รู้ว่าเรากำลังสืบอยู่ต้องมีประการณ์
- วิธีการติมตามต้องรู้วิธี นักสืบต้องมีความรู้ทั่วไปต้องรู้เป็นอย่างดี
- เป็นงานที่เกี่ยวกับการปลอมตัวต้องปลอมให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
- รู้เกี่ยวกับรายละเอียดบุคคล
- รับงานสืบต้องสอบให้ละเอียดทำงานต้องทำให้ตรงกับผู้ว่าจ้าง
นักสืบหญิงกับชายแตกต่างกันอย่างไร
- อันดับแรกผู้หญิงกับผู้ชายรูปร่างแตกต่างกันอยู่แล้ว
- อันดับสองคือการคล่องตัว ผู้หญิงอาจจะไม่คล่องตัว
- แต่ว่าผู้หญิงอาจจะได้เปรียบในการทำงานในด้านสืบสวน
- ไม่ค่อยจะมีใครคิดว่าจะมีนักสืบหญิง
- งานสืบสวนจะมีการเสี่ยง คือ เสี่ยงลูกปืน เสี่ยงอาจจะถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ การเข้าถึงตัวเป้าหมายที่เราจะสืบและไม่มีใครสงสัยอะไรต่างๆ การติดต่อ การลวง การขอข้อมูลหรือการวางสายต่างๆ ถ้าเราไปขอความร่วมมือ ถ้านักสืบผู้หญิงถาม จะได้ข้อมูลมากกว่านักสีบผู้ชาย ผู้ชายบางครั้งเราจะไม่รู้จักกับใครเลย เช่น คนแปลกหน้า คนแปลกหน้าบางครั้งจะไม่วางใจใครอยู่แล้ว เวลาถามจะไม่ได้ข้อมูล ผู้หญิงจะเก็บได้ดีกว่าชาย
- แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว การจะหานักสืบหญิงมาทำงานจะเป็นเรื่องยาก
- เป็นงานที่เสี่ยงทางบ้านไม่ให้มำบ้าง กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ขับรถก็ต้องขับเร็ว สวีดสวาดและต้องถือกล้องถ่ายรูปด้วย
- บางครั้งเข้าไปในโรงแรมม่านรูดในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เช่น เข้าไปโรงแรมหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม บางครั้งที่อาบ อบ นวด บางครั้งก็ต้องปลอมตัวมันมีโอกาสเสี่ยง เพราะฉะนั้นจึงทำให้หานักสืบผู้หญิงได้ยาก
ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างเป็นใคร หญิงหรือชาย
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บอกได้เลยว่า พอ ๆ กัน เข้าตำราว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็ลว” เรื่องหญิงหรือชายต้องการสืบว่าผัว หรือเมีย ไปมีชู้ มีเมียน้อย มีผัวใหม่ หญิงร้ายชายก็เลว บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับกรรมการ เป็นผู้อำนวยการ แต่การหาผัว หาเมีย ก็หาที่ทำงาน เป็นระดับพนักงาน เลขา เจ้านายลูกน้อง เพื่อนฝูงบ้าง ยิ่งสมัยนี้นุ่งสายเดี่ยว ความอาย ความหน้าด้านพอ ๆ กัน การมีเพศสัมพันธ์บางแห่ง เอาไปเอามาหลับนอนในที่ทำงานก็มี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผัวเมีย หมดเท่าไหร่ก็ยอม
เอ้ย! ปลงมั้ย หรือรู้แล้วยิ่งทำชั่ว เพิ่มความเหม็นเน่าของสังคมไปใหญ่ มีอาชีพเดียวที่รู้ปัญหาของสังคมมากที่สุก คือนักสืบ เพราะเข้าไปยุ่งกับเขาทุกที่ โดยที่คุณไม่รู้ ..ตัว.หรอก
- ต้องเข้าใจเนื้องานที่จะสืบ
- งานสืบสวนเหมาะสำหรับคนที่ไหวพริบทางปัญญาสูง ๆ
- ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
- เหตุเกิดเฉพาะหน้าสามารถแก้ได้เลย
- มีความอดทน
- ทำงานไม่เป็นเวลา เตรียมพร้อมตลอด
- สุขภาพดี แข็งแรง
- มีความละเอียดอ่อน
- เป็นคนช่างสังเกตุ
- การรักษาความลับของลูกค้า
- นักสืบจะมีข้อเท็จมาก เรื่องสำคัญส่วนตัวของลูกค้าต้องรักษาให้ได้
- ไม่แพร่งพรายหรือเล่าให้ญาติพี่น้องรับทราบ
- นักสืบต้องมีความคล่องตัวสูง
- ติมดามสืบพฤติกรรมต้องไม่ให้รู้ว่าเรากำลังสืบอยู่ต้องมีประการณ์
- วิธีการติมตามต้องรู้วิธี นักสืบต้องมีความรู้ทั่วไปต้องรู้เป็นอย่างดี
- เป็นงานที่เกี่ยวกับการปลอมตัวต้องปลอมให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
- รู้เกี่ยวกับรายละเอียดบุคคล
- รับงานสืบต้องสอบให้ละเอียดทำงานต้องทำให้ตรงกับผู้ว่าจ้าง
นักสืบหญิงกับชายแตกต่างกันอย่างไร
- อันดับแรกผู้หญิงกับผู้ชายรูปร่างแตกต่างกันอยู่แล้ว
- อันดับสองคือการคล่องตัว ผู้หญิงอาจจะไม่คล่องตัว
- แต่ว่าผู้หญิงอาจจะได้เปรียบในการทำงานในด้านสืบสวน
- ไม่ค่อยจะมีใครคิดว่าจะมีนักสืบหญิง
- งานสืบสวนจะมีการเสี่ยง คือ เสี่ยงลูกปืน เสี่ยงอาจจะถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ การเข้าถึงตัวเป้าหมายที่เราจะสืบและไม่มีใครสงสัยอะไรต่างๆ การติดต่อ การลวง การขอข้อมูลหรือการวางสายต่างๆ ถ้าเราไปขอความร่วมมือ ถ้านักสืบผู้หญิงถาม จะได้ข้อมูลมากกว่านักสีบผู้ชาย ผู้ชายบางครั้งเราจะไม่รู้จักกับใครเลย เช่น คนแปลกหน้า คนแปลกหน้าบางครั้งจะไม่วางใจใครอยู่แล้ว เวลาถามจะไม่ได้ข้อมูล ผู้หญิงจะเก็บได้ดีกว่าชาย
- แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว การจะหานักสืบหญิงมาทำงานจะเป็นเรื่องยาก
- เป็นงานที่เสี่ยงทางบ้านไม่ให้มำบ้าง กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ขับรถก็ต้องขับเร็ว สวีดสวาดและต้องถือกล้องถ่ายรูปด้วย
- บางครั้งเข้าไปในโรงแรมม่านรูดในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เช่น เข้าไปโรงแรมหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม บางครั้งที่อาบ อบ นวด บางครั้งก็ต้องปลอมตัวมันมีโอกาสเสี่ยง เพราะฉะนั้นจึงทำให้หานักสืบผู้หญิงได้ยาก
ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างเป็นใคร หญิงหรือชาย
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บอกได้เลยว่า พอ ๆ กัน เข้าตำราว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็ลว” เรื่องหญิงหรือชายต้องการสืบว่าผัว หรือเมีย ไปมีชู้ มีเมียน้อย มีผัวใหม่ หญิงร้ายชายก็เลว บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับกรรมการ เป็นผู้อำนวยการ แต่การหาผัว หาเมีย ก็หาที่ทำงาน เป็นระดับพนักงาน เลขา เจ้านายลูกน้อง เพื่อนฝูงบ้าง ยิ่งสมัยนี้นุ่งสายเดี่ยว ความอาย ความหน้าด้านพอ ๆ กัน การมีเพศสัมพันธ์บางแห่ง เอาไปเอามาหลับนอนในที่ทำงานก็มี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผัวเมีย หมดเท่าไหร่ก็ยอม
เอ้ย! ปลงมั้ย หรือรู้แล้วยิ่งทำชั่ว เพิ่มความเหม็นเน่าของสังคมไปใหญ่ มีอาชีพเดียวที่รู้ปัญหาของสังคมมากที่สุก คือนักสืบ เพราะเข้าไปยุ่งกับเขาทุกที่ โดยที่คุณไม่รู้ ..ตัว.หรอก
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
อะไรเดิมๆ กัดกินอีกครั้ง แต่บางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป .........
เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ซ้ำไปซ้ำมา.. ขึ้นๆ ลงๆ .....ดุจดวงอาทิตย์
และพออาทิตย์ดับ แสงจันทร์สาดส่อง ....งานมูนไลท์ เริ่มต้นขึ้น.........
เป็นงานที่มีทั้ง กิจกรรมน่าสนใจเยอะแยะ และคอนเสิร์ต
ค่ำคืนนั้น.... มีความสุข ที่สุด ได้บอกสิ่งที่อยากบอก กับคนที่อยากบอกไปแล้ว กวาง.........
ผมไม่ได้พูดอะไรมาก.... เพราะ แม้ว่าจะพูดคำนั้นสักร้อยคำ ก็ไม่เท่าสิ่งที่ผมบอกไป .....
เธอถามผมว่า ผมรับได้ใหม... ผมยิ้ม ....ผมหมายถึง...ผมรับในสิ่งที่เป็นคุณได้อยู่แล้ว.....
ผมชื่นชม ในตัว เธอคนนี้มาก... บางครั้ง ผมคิดว่าเธอคือน้องสาว ที่น่ารัก น่าชัง แสนซุกซน.... บางครั้ง ผมคิดว่าเราเข้ากันได้และน่าจะไปด้วยกันได้ด้วยดี.....
งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา.... ดวงจันทร์เปลี่ยนทิศ เวลาล่วงเลยไป ...
กวางน้อย เดินไปกับ อัศวินคริสตจักร นักจิตวิทยา ไปกับ ผม ..... ไม่รู้ทำไม!???? ทำไมนะทำไม ......
ผมเกิดลมหึง ....ทุกครั้ง ที่เห็นภาพนั้น ผมมิกจะคิดไปไกล...เออ เหมาะกันดีว่ะ แต่....ทำไมนะ ......
สุดท้าย ก็ ช่างมัน...
ผมคิดจะทำชีวิตให้ดีกว่านี้ ผมคิดว่า มันยังไม่ดีพอ สำหรับ คนอีกคนและอีกชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ....
ชีวิตในมหาลัยทำให้ผมได้ ทำอะไร มีจุดหมายมากขึ้น สอนให้คิดถึงอนาคตมากขึ้น แล้วมันจะทำให้เราเป็นคนที่มีความสำคัญมากคนหนึ่ง และไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโดยใช้ชีวิตแลก แต่มันอาจจะขัดกับคนบางคน
แต่สำหรับผม บางอย่างมันก็คุ้มที่จะเสี่ยง หลายอย่างเปลี่บยแปลงได้...
บ้านเรา...เปลี่ยนแปลงได้.... รถเราเปลี่ยนแปลงได้ ...เสื้อผ้า ทรงผม เปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงหน้าตาก็อาจเปลี่ยนแปลง... แต่จิตวิญญาณ เรา เป็นของเรา ชีวิตเป็นของเรา (ขอบคุณ BODYSLAM สำหรับคำคมคำนี้)
ผมอยากจะบอกกับกวางเพียงแค่ว่า เพียงแค่เรามีความหวัง ขยันหมั่นซ้อม และลงมือทำ ศิลปกรรม เราสอบติดได้แน่นอน .....
เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ซ้ำไปซ้ำมา.. ขึ้นๆ ลงๆ .....ดุจดวงอาทิตย์
และพออาทิตย์ดับ แสงจันทร์สาดส่อง ....งานมูนไลท์ เริ่มต้นขึ้น.........
เป็นงานที่มีทั้ง กิจกรรมน่าสนใจเยอะแยะ และคอนเสิร์ต
ค่ำคืนนั้น.... มีความสุข ที่สุด ได้บอกสิ่งที่อยากบอก กับคนที่อยากบอกไปแล้ว กวาง.........
ผมไม่ได้พูดอะไรมาก.... เพราะ แม้ว่าจะพูดคำนั้นสักร้อยคำ ก็ไม่เท่าสิ่งที่ผมบอกไป .....
เธอถามผมว่า ผมรับได้ใหม... ผมยิ้ม ....ผมหมายถึง...ผมรับในสิ่งที่เป็นคุณได้อยู่แล้ว.....
ผมชื่นชม ในตัว เธอคนนี้มาก... บางครั้ง ผมคิดว่าเธอคือน้องสาว ที่น่ารัก น่าชัง แสนซุกซน.... บางครั้ง ผมคิดว่าเราเข้ากันได้และน่าจะไปด้วยกันได้ด้วยดี.....
งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา.... ดวงจันทร์เปลี่ยนทิศ เวลาล่วงเลยไป ...
กวางน้อย เดินไปกับ อัศวินคริสตจักร นักจิตวิทยา ไปกับ ผม ..... ไม่รู้ทำไม!???? ทำไมนะทำไม ......
ผมเกิดลมหึง ....ทุกครั้ง ที่เห็นภาพนั้น ผมมิกจะคิดไปไกล...เออ เหมาะกันดีว่ะ แต่....ทำไมนะ ......
สุดท้าย ก็ ช่างมัน...
ผมคิดจะทำชีวิตให้ดีกว่านี้ ผมคิดว่า มันยังไม่ดีพอ สำหรับ คนอีกคนและอีกชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ....
ชีวิตในมหาลัยทำให้ผมได้ ทำอะไร มีจุดหมายมากขึ้น สอนให้คิดถึงอนาคตมากขึ้น แล้วมันจะทำให้เราเป็นคนที่มีความสำคัญมากคนหนึ่ง และไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโดยใช้ชีวิตแลก แต่มันอาจจะขัดกับคนบางคน
แต่สำหรับผม บางอย่างมันก็คุ้มที่จะเสี่ยง หลายอย่างเปลี่บยแปลงได้...
บ้านเรา...เปลี่ยนแปลงได้.... รถเราเปลี่ยนแปลงได้ ...เสื้อผ้า ทรงผม เปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงหน้าตาก็อาจเปลี่ยนแปลง... แต่จิตวิญญาณ เรา เป็นของเรา ชีวิตเป็นของเรา (ขอบคุณ BODYSLAM สำหรับคำคมคำนี้)
ผมอยากจะบอกกับกวางเพียงแค่ว่า เพียงแค่เรามีความหวัง ขยันหมั่นซ้อม และลงมือทำ ศิลปกรรม เราสอบติดได้แน่นอน .....
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Gak gang..Gak Grup...
เรื่องมีอยู่ว่า ผมไม่มีอะไรทำ แล้วผมไปเจอ น้องดี ที่เล่น ดนตรี อยู่
วันนั้นผม ออนเอ็ม เจอน้องดี ถามไถ่ สารทุกข์สุกดิบ ไปๆมาๆ ได้ ไปเล่น ดนตรี ให้ ในงาน คอสเพล วันที่ 24 ตุลาคม ปี 2552 จากนั้น ก็ ได้เพลงที่จะเล่นมา ฝึก แล้ว นัดซ้อมดนตรีกัน.....
ในวันนั้น ผมไปถึงคนแรก ไปนั่ง อ่านหนังสือ กินกาแฟ รอ ตั้งแต่เที่ยง จนบ่าย 2 ตามเวลานัด น้องดีก็มา ตามด้วย น้องกวาง น้องครีม พี่อ้อม และ ตั้ม.....
น้องกวาง ตามมาเป็นอันดับ 2 15 นาทีหลังจาก น้องดีมาแล้ว เธอวิ่งมาแล้วขอโทด ยกมือใหว้แล้ว ทักทาย หน้าตาก็ ดูดี ผมยาวสลวยสีดำ ดูเป็นธรรมชาติ สวยไปในอีกแบบนึง และก็ น่ารัก.. แบบแปลกๆ
ในวันนั้น กวางแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีเหลือง และกางเกงยีนส์สีฟ้าแบบขาดๆ ดูแล้ว เซอร์ดี และผมก็ชอบ ซะด้วยสิ ฮ่าๆๆ
ส่วนน้อง ครีม พี่อ้อม และตั้ม ... ทั้ง3 คนมาพร้อมกัน จากนั้นไม่นาน ก็ ขึ้นไปซ้อม กัน ในห้องดนตรี เป็น เวลา 1 ชั่วโมง
ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ผมรู้สึก สบาย อย่าง บอกไม่ถูก และ เตือน ตัวเองอยู่เสมอ ว่าต้องทำให้ดีที่สุด
ไม่มีความรู้สึกกดดัน เหมือน ซ้อมกับวงตะเกียบ....
ผมได้เห็นความร่าเริง ความอารมณ์ดี และความสนุก ของ มือเบสที่ชื่อกวาง เธอทำให้โลก ดูสดใสมากขึ้นเยอะเลย ถ้าดูเฉยๆ แบบไม่คิดอะไร เธอจะดูเหมือนทอม... แต่จริงๆแล้วผมว่า เธอไม่ไช่ทอมหรอก แค่ผู้หญิง อารมณ์ดี มากๆๆ คนหนึ่ง แต่ก็ แฝง พลังหยาบ อยู่ด้วย 555+ แต่ก็นิดหน่อย เลยดูเหมือนว่าเป็นทอม 555+ ทำให้เวลา 1 ชั่วโมง สั้นมากๆ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะให้ เวลาหยุดอยู่ที่ตรงนั้น เป็นเวลา ที่มีความสุข อีกครั้ง......
ผมกลับบ้านมาซ้อมต่อ กับ วงตะเกียบ ความรู้สึกกดดัน เครียด ก็กัดกินอีกครั้ง แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้งานมันออกมาดี เพื่อพัฒนาฝีมือ เพื่อความเก่งขึ้น
เมื่อซ้อมเสร็จผมก็ กลับมาที่หออย่างอ่อนแรง พลันคิดถึง มือเบส อารมณ์ดี
......แล้วคิดในใจว่า "ผมชอบเธอเข้าแล้ว"
ก่อนที่จะซ้อมวันถัดไป..... มีเรื่องเกิดขึ้น เมื่อตอน ตี 2 ตั้ม โทรมาปลุกจึงได้รู้เรื่องว่า...
......... เรื่องมีอยู่ว่า งานคอสเพล มันแตกออก เป็น 2 งาน มี Jaco และ Esc ...
ผมโทรไปหา อยู่ 2 คน ในคืนนั้น คือ น้องดี และ ตั้ม
ตั้มโทรมา ชวนไปเป็นมือกลอง แต่ผม ขอเล่นตัว....คิดดูก่อน
แล้วโทรมาหาดี แล้วก็ได้รุเรื่องทั้งหมด..
แล้วโทรไปหาตั้มอีกครั้ง ผมจำไม่ได้แล้วว่า โทรไปๆ มาๆ อยู่กี่ครั้ง
แต่สุดท้ายคือ โทรไปหาตั้มแล้วบอกยกเลิก ไม่เป็นมือกลองให้นะ ส่วนทางนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะง้อเลย ปล่อยไป
แล้วโทรไปหาดี บอกว่า จะไปเล่น ดนตรีให้ ทางนี้
ที่ผมเลือกทางนี้ เพราะ ผมเลือกที่จะทำตามหัวใจ ...อิอิ.....ในตอนนั้น ผมคิดว่า ถ้าผมไปกับพี่ตั้ม ผมคงจะได้ไป อยู่วงใหม่ อยู่กับ มือเบสที่ ไม่รู้จะสวย รึเปล่า 555+
แต่ในที่สุดผมก็ อยู่กับ กวาง จนทุกวันนี้.......ผมยัง คิดถึงแต่กวาง ฮ่าๆๆๆ
จนวันงาน กวาง แต่เมด ด้วยเหละ แต่ ก็นะ ผมว่า ก็ ดูดีไปอีกแบบ แปลกๆดี 555+ ไม่ซ้ำ.....
สรุปง่ายๆ ผม อยุ๋ กับ Jaco เพราะ มือเบสที่ชื่อ กวาง นั้นเอง..... ฮ่าๆๆ
พออยู่ กับพวกนี้นานวันเข้า ก็เจออะไรที่มัน แบบ...สุดๆ ตลอดเรย พี่อ้อม เรียก พฤติกรรมแบบนั้นว่า "กาก"
555+ พอผมอยู่กับพวกนี้แล้วผม นึกถึงมิตรภาพ ความจริงใจ.... ความเชื่อใจ... และผมไม่อยากเสียมันไป
ในวันงาน หลังจาก งานเลิกแล้ว ก็ไป กินเนื้อย่างเกาหลี กัน บางคนรู้ว่าผมชอบกวาง ......อิอิ
ก็เอากันเชียร์ ใหญ่เรย~.....
เมืองานเลิก ผมรู้สึกอยากร้องให้........ ไม่รู้ว่าจะเจอกันอีกเมื่อใหร่..... (อ่อนใหว ง่าย)
แค่คิดก็ อยากตะโกนออกมาดังๆ
วันถัดมา เมื่อลืมตาตื่น รู้สึก เฉยๆ เหมือนอะไร มันว่างเปล่าไปเรย คิดถึง กวาง
นาฬิกาชีวิตเริ่ม หมุนเปลี่ยนทิศ.............วันๆ 1 เหมือนนานเป็น เดือนๆ จนตอน 6โมงกว่าๆ มาออนไลน์ MSN คุย M อยู๋กับครีม จึงรู้ว่า วันนี้ จะไปกิน นมกัน ผมเรย อยากไปด้วย และ อยากจะเจอกวางด้วย
ทันทีที่ได้รู้ ว่าจะได้เจอกันอีก ผม ตื่นเต้นอีกครั้ง และเมื่อได้เจอ โลกสดใสขึ้นอีกครั้ง......ถึงแม้ว่าพระอาทิตย์จะตกดินแล้วก็ตาม แล้วคืนนั้น ก็มี อะไรกากๆ เกิดขึ้นอีก 2- 3 ครั้ง ครั้งแรก พี่ปลาหลงทาง
ครั้งที่ 2 รถใหญ่ น้ำมันหมด จนผม ต้องขับรถไปซื้อน้ำมัน และ กวางก็ซ้อนท้าย ไปร้านนมด้วย ผมอยากให้กวางกอดเอว ใจจะขาด.... แต่ ก็นะ ถึงจะไม่ได้อย่างที่คิดก็ตามเหอะ เฮ้อ!~
กาก ครั้ง ที่3 ผมต้องขับรถไปส่งพี่เจมส์ แต่ดันหลงทาง ฮ่าๆๆ เอาล่ะ เรื่องกากๆ ก็มีเท่านี้......
จากวันนั้น ผมก็ กลับมา เป็นอย่างเดิม .......ชีวิตไร้จุดหมายอีกครั้ง ทุกอย่าง เหมือน ว่างเปล่า อีกครั้ง...
อะไรเดิมๆ กัดกินชีวิตอีกครั้ง.... แต่บางอย่าง เริ่มเปลี่ยนไป...
วันนั้นผม ออนเอ็ม เจอน้องดี ถามไถ่ สารทุกข์สุกดิบ ไปๆมาๆ ได้ ไปเล่น ดนตรี ให้ ในงาน คอสเพล วันที่ 24 ตุลาคม ปี 2552 จากนั้น ก็ ได้เพลงที่จะเล่นมา ฝึก แล้ว นัดซ้อมดนตรีกัน.....
ในวันนั้น ผมไปถึงคนแรก ไปนั่ง อ่านหนังสือ กินกาแฟ รอ ตั้งแต่เที่ยง จนบ่าย 2 ตามเวลานัด น้องดีก็มา ตามด้วย น้องกวาง น้องครีม พี่อ้อม และ ตั้ม.....
น้องกวาง ตามมาเป็นอันดับ 2 15 นาทีหลังจาก น้องดีมาแล้ว เธอวิ่งมาแล้วขอโทด ยกมือใหว้แล้ว ทักทาย หน้าตาก็ ดูดี ผมยาวสลวยสีดำ ดูเป็นธรรมชาติ สวยไปในอีกแบบนึง และก็ น่ารัก.. แบบแปลกๆ
ในวันนั้น กวางแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีเหลือง และกางเกงยีนส์สีฟ้าแบบขาดๆ ดูแล้ว เซอร์ดี และผมก็ชอบ ซะด้วยสิ ฮ่าๆๆ
ส่วนน้อง ครีม พี่อ้อม และตั้ม ... ทั้ง3 คนมาพร้อมกัน จากนั้นไม่นาน ก็ ขึ้นไปซ้อม กัน ในห้องดนตรี เป็น เวลา 1 ชั่วโมง
ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ผมรู้สึก สบาย อย่าง บอกไม่ถูก และ เตือน ตัวเองอยู่เสมอ ว่าต้องทำให้ดีที่สุด
ไม่มีความรู้สึกกดดัน เหมือน ซ้อมกับวงตะเกียบ....
ผมได้เห็นความร่าเริง ความอารมณ์ดี และความสนุก ของ มือเบสที่ชื่อกวาง เธอทำให้โลก ดูสดใสมากขึ้นเยอะเลย ถ้าดูเฉยๆ แบบไม่คิดอะไร เธอจะดูเหมือนทอม... แต่จริงๆแล้วผมว่า เธอไม่ไช่ทอมหรอก แค่ผู้หญิง อารมณ์ดี มากๆๆ คนหนึ่ง แต่ก็ แฝง พลังหยาบ อยู่ด้วย 555+ แต่ก็นิดหน่อย เลยดูเหมือนว่าเป็นทอม 555+ ทำให้เวลา 1 ชั่วโมง สั้นมากๆ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะให้ เวลาหยุดอยู่ที่ตรงนั้น เป็นเวลา ที่มีความสุข อีกครั้ง......
ผมกลับบ้านมาซ้อมต่อ กับ วงตะเกียบ ความรู้สึกกดดัน เครียด ก็กัดกินอีกครั้ง แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้งานมันออกมาดี เพื่อพัฒนาฝีมือ เพื่อความเก่งขึ้น
เมื่อซ้อมเสร็จผมก็ กลับมาที่หออย่างอ่อนแรง พลันคิดถึง มือเบส อารมณ์ดี
......แล้วคิดในใจว่า "ผมชอบเธอเข้าแล้ว"
ก่อนที่จะซ้อมวันถัดไป..... มีเรื่องเกิดขึ้น เมื่อตอน ตี 2 ตั้ม โทรมาปลุกจึงได้รู้เรื่องว่า...
......... เรื่องมีอยู่ว่า งานคอสเพล มันแตกออก เป็น 2 งาน มี Jaco และ Esc ...
ผมโทรไปหา อยู่ 2 คน ในคืนนั้น คือ น้องดี และ ตั้ม
ตั้มโทรมา ชวนไปเป็นมือกลอง แต่ผม ขอเล่นตัว....คิดดูก่อน
แล้วโทรมาหาดี แล้วก็ได้รุเรื่องทั้งหมด..
แล้วโทรไปหาตั้มอีกครั้ง ผมจำไม่ได้แล้วว่า โทรไปๆ มาๆ อยู่กี่ครั้ง
แต่สุดท้ายคือ โทรไปหาตั้มแล้วบอกยกเลิก ไม่เป็นมือกลองให้นะ ส่วนทางนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะง้อเลย ปล่อยไป
แล้วโทรไปหาดี บอกว่า จะไปเล่น ดนตรีให้ ทางนี้
ที่ผมเลือกทางนี้ เพราะ ผมเลือกที่จะทำตามหัวใจ ...อิอิ.....ในตอนนั้น ผมคิดว่า ถ้าผมไปกับพี่ตั้ม ผมคงจะได้ไป อยู่วงใหม่ อยู่กับ มือเบสที่ ไม่รู้จะสวย รึเปล่า 555+
แต่ในที่สุดผมก็ อยู่กับ กวาง จนทุกวันนี้.......ผมยัง คิดถึงแต่กวาง ฮ่าๆๆๆ
จนวันงาน กวาง แต่เมด ด้วยเหละ แต่ ก็นะ ผมว่า ก็ ดูดีไปอีกแบบ แปลกๆดี 555+ ไม่ซ้ำ.....
สรุปง่ายๆ ผม อยุ๋ กับ Jaco เพราะ มือเบสที่ชื่อ กวาง นั้นเอง..... ฮ่าๆๆ
พออยู่ กับพวกนี้นานวันเข้า ก็เจออะไรที่มัน แบบ...สุดๆ ตลอดเรย พี่อ้อม เรียก พฤติกรรมแบบนั้นว่า "กาก"
555+ พอผมอยู่กับพวกนี้แล้วผม นึกถึงมิตรภาพ ความจริงใจ.... ความเชื่อใจ... และผมไม่อยากเสียมันไป
ในวันงาน หลังจาก งานเลิกแล้ว ก็ไป กินเนื้อย่างเกาหลี กัน บางคนรู้ว่าผมชอบกวาง ......อิอิ
ก็เอากันเชียร์ ใหญ่เรย~.....
เมืองานเลิก ผมรู้สึกอยากร้องให้........ ไม่รู้ว่าจะเจอกันอีกเมื่อใหร่..... (อ่อนใหว ง่าย)
แค่คิดก็ อยากตะโกนออกมาดังๆ
วันถัดมา เมื่อลืมตาตื่น รู้สึก เฉยๆ เหมือนอะไร มันว่างเปล่าไปเรย คิดถึง กวาง
นาฬิกาชีวิตเริ่ม หมุนเปลี่ยนทิศ.............วันๆ 1 เหมือนนานเป็น เดือนๆ จนตอน 6โมงกว่าๆ มาออนไลน์ MSN คุย M อยู๋กับครีม จึงรู้ว่า วันนี้ จะไปกิน นมกัน ผมเรย อยากไปด้วย และ อยากจะเจอกวางด้วย
ทันทีที่ได้รู้ ว่าจะได้เจอกันอีก ผม ตื่นเต้นอีกครั้ง และเมื่อได้เจอ โลกสดใสขึ้นอีกครั้ง......ถึงแม้ว่าพระอาทิตย์จะตกดินแล้วก็ตาม แล้วคืนนั้น ก็มี อะไรกากๆ เกิดขึ้นอีก 2- 3 ครั้ง ครั้งแรก พี่ปลาหลงทาง
ครั้งที่ 2 รถใหญ่ น้ำมันหมด จนผม ต้องขับรถไปซื้อน้ำมัน และ กวางก็ซ้อนท้าย ไปร้านนมด้วย ผมอยากให้กวางกอดเอว ใจจะขาด.... แต่ ก็นะ ถึงจะไม่ได้อย่างที่คิดก็ตามเหอะ เฮ้อ!~
กาก ครั้ง ที่3 ผมต้องขับรถไปส่งพี่เจมส์ แต่ดันหลงทาง ฮ่าๆๆ เอาล่ะ เรื่องกากๆ ก็มีเท่านี้......
จากวันนั้น ผมก็ กลับมา เป็นอย่างเดิม .......ชีวิตไร้จุดหมายอีกครั้ง ทุกอย่าง เหมือน ว่างเปล่า อีกครั้ง...
อะไรเดิมๆ กัดกินชีวิตอีกครั้ง.... แต่บางอย่าง เริ่มเปลี่ยนไป...
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552
number1
How are you feeling,........................................
How are you love Me?........................
And how are you care someone..............................
If you say "NO"................
No people care you,TOoooooooo!
Are you Have Heart? Why you are this people ...........
I will hunt you ,Kill you and you will go to hell. i promise!!!!!
Porlee said to Ki........
OK ,So.... Kill me if you can! Ki said, he is be satisfied to say it because he know it , it will make his friend is feeble, and it is a procedure(wi tee karn) to make him go away from me that he thauhgt.
And then he put his body jump on his horse and then push his horse walk away .....goes in to the dark ness with no wait.
Porlee dai tae ning Aeung, because his heart is gone. The sentence from mouth's Ki make his heart gone........it go ....go away.................
A boy who lose every thing , he crying with himself , he lose every person who used to be his love. Oh! a boy poooh nah soongSan........ He cry with himself at the middle of road, the road of life and that all of the darkness........
Is it over??? Or....Just begin.
Chapter 1 The Change.
Sun shire.........
a boy see the sun he thing "the sun like his life because It has Up to the sky and goes Dawn and darkness come it's like bad thing in his life." In every life ,In every lost ,It alway teach him.
He sit at the clif ,be flabby(Ye'on) his leg, and thinging to the past. Whatever it been, He has designed his life to the New way..... He will not to be the knight again, but he will go to home.
a boy who is tired no wish and no hope,Just walk away ....alone
Introduce Character.
Porlee, a boy who care every one he know and he want to be the knight but he think he alway make misstake, It make every one depart from him.
Ki, a boy who is a Porlee's friend and and he is Self-willed. and he have a power which make bad happening it is power if soul, he can't comtrol them so make mistake and he don't want people who near him recive the danger.
Nut, a girl who porlee very hide love for long time, when he confess love to her ,It cut they're friendship. and she went to London with Robert.
Robert, a boy who is a Porlee's friend. He is very smart and expert. he is a knight it make porlee drem to be a knight.
Words
Flabby หย่อน
depart จากไป
self-willed เอาแต่ใจตัวเอง
satisfy -ied สะใจ สมใจตัวเอง
be feeble อ่อนแอ
procedure วิธีการ
Dear Nut&Robert,
You are my best friends, you r very care me. I will tell you about my real Feeling, What i feeling to you. Now, On saterday 26th Sept. 2009 Time:19.30. I just know about my self, that tell me Chan Pen SumSao. And i know i no have to much time to stay On this world because it's maybe the last change of Sumsao. Every thing .......
Thank you For every thing In pass, Thank you for care me to much, and I'm care you to much too............."How much you love me, i'm the samelove you "............
How are you love Me?........................
And how are you care someone..............................
If you say "NO"................
No people care you,TOoooooooo!
Are you Have Heart? Why you are this people ...........
I will hunt you ,Kill you and you will go to hell. i promise!!!!!
Porlee said to Ki........
OK ,So.... Kill me if you can! Ki said, he is be satisfied to say it because he know it , it will make his friend is feeble, and it is a procedure(wi tee karn) to make him go away from me that he thauhgt.
And then he put his body jump on his horse and then push his horse walk away .....goes in to the dark ness with no wait.
Porlee dai tae ning Aeung, because his heart is gone. The sentence from mouth's Ki make his heart gone........it go ....go away.................
A boy who lose every thing , he crying with himself , he lose every person who used to be his love. Oh! a boy poooh nah soongSan........ He cry with himself at the middle of road, the road of life and that all of the darkness........
Is it over??? Or....Just begin.
Chapter 1 The Change.
Sun shire.........
a boy see the sun he thing "the sun like his life because It has Up to the sky and goes Dawn and darkness come it's like bad thing in his life." In every life ,In every lost ,It alway teach him.
He sit at the clif ,be flabby(Ye'on) his leg, and thinging to the past. Whatever it been, He has designed his life to the New way..... He will not to be the knight again, but he will go to home.
a boy who is tired no wish and no hope,Just walk away ....alone
Introduce Character.
Porlee, a boy who care every one he know and he want to be the knight but he think he alway make misstake, It make every one depart from him.
Ki, a boy who is a Porlee's friend and and he is Self-willed. and he have a power which make bad happening it is power if soul, he can't comtrol them so make mistake and he don't want people who near him recive the danger.
Nut, a girl who porlee very hide love for long time, when he confess love to her ,It cut they're friendship. and she went to London with Robert.
Robert, a boy who is a Porlee's friend. He is very smart and expert. he is a knight it make porlee drem to be a knight.
Words
Flabby หย่อน
depart จากไป
self-willed เอาแต่ใจตัวเอง
satisfy -ied สะใจ สมใจตัวเอง
be feeble อ่อนแอ
procedure วิธีการ
Dear Nut&Robert,
You are my best friends, you r very care me. I will tell you about my real Feeling, What i feeling to you. Now, On saterday 26th Sept. 2009 Time:19.30. I just know about my self, that tell me Chan Pen SumSao. And i know i no have to much time to stay On this world because it's maybe the last change of Sumsao. Every thing .......
Thank you For every thing In pass, Thank you for care me to much, and I'm care you to much too............."How much you love me, i'm the samelove you "............
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)