ข้อสังเกตสามีแอบมีกิ๊ก
ช่วงนี้เพื่อนสมาชิกรายการทนายคลายทุกข์? ได้ยินเสียงวิทยากรหญิงพร้อมทีมงาน?? จัดรายการแทนอาจารย์เดชา?? กิตติวิทยานันท์ ??เมื่อวันที่? 13? กรกฎาคมที่ผ่านมา? ประเด็นในการสนทนาเป็นเรื่องของการที่สามีไปมีเมียน้อย ?.ภรรยามีชู้ !? ??วันรุ่งขึ้นมีสายโทรศัพท์เข้ามาดิฉันเป็นร้อยสาย? ??บางรายมารู้ก็เกือบสาย ?หรือ.. สายไปแล้วก็มี???? มีผู้หญิงอีกเยอะที่สามีแอบไปมีกิ๊ก?? ตามผู้หญิง?ผู้หญิงมาเลย? จะพาไปสังเกตพฤติกรรมของลูกผู้ชาย ตัวจริง หรือไม่??.
?
??????????? วันนี้?? มีข้อสังเกตมาฝากสำหรับผู้หญิงทั้งหลาย?? ?ว่า??.สามีแอบไปมีกิ๊กแล้วหรือ !!!
·?????? เริ่มหันกลับมาแต่งเนื้อแต่งตัวเนี๊ยบขึ้น
·?????? ใส่น้ำหอมกลิ่นโชยมาเชียว
·?????? มีธุระนอกบ้านบ่อยครั้ง
·?????? วันเกิดเพื่อนคนโน้น? คนนี้? เมื่อเพื่อนของตัว?หมด???????? ก็วันเกิดเพื่อนของเพื่อนไง !
·?????? สัมมนาต่างจังหวัดบ่อย (แอบพากิ๊กไปเที่ยว)
·?????? โทรศัพท์มือถือใช้ระบบสั่น
·?????? มีสายเข้าไม่ค่อยรับ? ปล่อยให้สายหลุด
·?????? แล้วก็เข้าห้องน้ำไปแอบโทรศัพท์?จ้า
·?????? อยู่ต่อหน้าเมีย?กิ๊กโทรมาแกล้งทำสายหลุด
·?????? หงุดหงิดง่าย? ***
·?????? เมียทำอะไรให้ก็ขวางหูขวางตาไปหมด
·?????? กระวนกระวาย?หาเหตุออกไปข้างนอกไม่ได้
?
ถ้าผัวใหญ่..ผัวน้อย?หรือแฟนใคร.. มีพฤติกรรมเป็นเช่นนี้?? พึงระวังไว้เลย?..ใกล้จะเสียผัวไป?..ถ้าไม่รีบรักษา ?.? เหมือนคนเป็นโรคมะเร็ง ถ้าไม่ได้รับการเหยียวยา? ก็ตายเร็ว ผู้หญิง..ว่า ป้องกันไว้??..ดีกว่าแก้?.! มั้ยคะ !?
มีปัญหาโทร? 084-xxx-xxxx?? (ด่วน!)???? ยินดีให้คำปรึกษา
DETECTIVE นักสืบเอกชน 02-xxx-xxxx, 084-xxx-xxxx
สืบชู้สาว สืบทุจริต สืบสินค้าปลอม เร่งรัดหนี้สิน สืบทรัพย์ สืบจับ และสืบทรัพย์บังคับคดี
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วิธีฝึกฝนให้เป็นคนช่างสังเกต
วิธีฝึกฝนให้เป็นคนช่างสังเกต
1. พยายามหัดตัวเองให้เป็นคนดูสิ่งต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ฝึกหัดกันอย่างง่ายๆ คือให้เรานำเอาลูกกุญแจมาวางไว้ตรงหน้า แล้วจดจำรายละเอียดของลูกกุญแจให้หมดทุกส่วน เมื่อนำลูกกุญแจออกไปแล้วให้วาดภาพให้เหมือนของจริงมากที่สุดในครั้งแรกๆ ของการปฏิบัติอาจต้องใช้เวลานานในการพิจารณารายละเอียด แต่เมื่อได้ฝึกหัดไปสักระยะหนึ่งจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องแปลกใจ
2. พยายามสร้างความสังเกตในตนเองให้ถูกต้องโดยสังเกตตนเองก่อน เช่น เวลาใส่เสื้อเรามักชอบเอาแขนข้างไหนใส่ก่อน เวลาก้าวลงบันไดเท้าแรกที่สัมผัสขั้นบันไดมักเป็นข้างซ้ายหรือขวา ความละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้จะช่วยทำให้เราเป็นคนรู้ตัว มีสติอยู่ตลอดเวลา และจะช่วยให้นักช่างสังเกตที่ดีเยี่ยมต่อไป
วิธีฝึกฝนให้เป็นคนช่างจดจำ
1. ต้องมีสมาธิต้องมีความตั้งใจ เพราะหากไม่เกิดความสนใจหรือเอาใจใส่ซะแล้ว ต่อให้ช้างมาย้ำมาฉุดก็จำไม่ได้
2. มีความละเอียดแม่นยำและมองเห็นภาพอย่างทะลุปรุโปร่ง
3. การจัดระบบความคิด ในการจดจำเหตุการณ์อะไรให้ได้นาน หรือจัดระบบความคิดของเรา สิ่งใดควรมาก่อนหลัง เพื่อไม่ให้ความจำของเราสะเปะสะปะ หรือในบางครั้งอาจขยายความคิดของเราเกินจริง หรือให้ตื่นเต้นเพื่อย้ำความจำก็เป็นได้ เช่น เราก็สมัครตัวเองเข้าไปเป็นทหารจับปืนสู้กับข้าศึกซะเลย
4. การปฏิบัติซ้ำๆ เหมือนเวลาที่เราอยากจำชื่อสูตรเคมี หรือสูตรคณิตศาสตร์ที่ยากๆ เราก็ต้องท่องซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ เที่ยว
5. ในบางครั้งที่มีเรื่องหลายเรื่องที่ต้องจำ หากจำกันไว้ทีเดียวคงไม่ไหว เราต้องใช้สิ่งช่วยจำอาจเป็นการทำเครื่องหมาย ทำตำหนิ หรือหาสิ่งคล้องจอง เช่น จำเป็นบทกลอน หรือคำที่มันตลกๆ เป็นต้น
การเฝ้าจุดสะกดรอย
การสะกดรอยเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และนับเป็นหัวใจของนักสืบอาชีพเลยแหละการสะกดรอยก็คือการทำทุกวิถีทางให้ได้เห็น หรือรู้ข้อมูลที่ต้องการจะสืบมากับตาเพื่อกันความผิดพลาด รักษ์จะเป็นนักสืบห้ามเดาสุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวเสียฟอร์มหมด นั่งเทียน (เขียนรายงานมั่ว นั่นแหล่ะ) นักสืบพวกมักง่ายมีเยอะ ประเภทโกหกลูกค้าไปวันๆ
วิธีสะกดรอยมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การสะกดรอยขณะเคลื่อนไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ วิธีเดินเท้ากับการใช้ยานพาหนะ
2. การเฝ้าจุด ใช้กรณีสืบเสาะเฝ้าดูหรือแหล่งกบดานของผู้ที่เราติดตามโดยเฉพาะโจรผู้ร้าย
3. การใช้เครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์ การติดจีพีเอส เครื่องดักฟัง ติดกล้องวงจรปิด
ก่อนจะสะกดรอยเราควรมารู้ซะก่อนว่า นักสะกดรอยที่ดี ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้
-รูปร่างปานกลาง ไม่สูงหรือไม่เตี้ยเกินไป ไม่อ้วนหรือไม่ผอมเกินไป จะได้ไม่เป็นที่สะดุดตาเรียกว่ายิ่งหุ่นโหล หน้าโหล เท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้นละ สวยเหมือนนางแบบ งามเหมือนดารา เป็นจุดเด่นเกินไป
-มีปฏิภาณไหวพริบดี สามารถคาดการณ์และแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้แนบเนียน
-มีความสังเกตจดจำดี ไม่งั้นเดินๆ เกิดจำไม่ได้เดินตามคนผิดไปซะเฉยๆ ก็เสียอนาคตกันไปเลย
- มีสุขภาพดี ข้อนี้สำคัญมาก หากเอาคนขี้โรคไปสะกดรอย เดินตามเขาไปแค่สี่ ช่วงตึกก็เกิดหน้ามืดเป็นลม ท้องเสีย ฯลฯ ขึ้นมาละก็ยุ่งแน่ โดยเฉพาะเป็นโรคปอดแหกอย่ามาเป็นนักสืบเชียว
- มีความมานะ อดทนดี เรียกตามสามปียังไม่เบื่อ (ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง)
- มีอากัปกิริยาเคลื่อนไหวเป็นปกติ เช่นขาไม่กะเผลก หรือเดินข้อกลาง เป็นนักเลงโต เพราะพวกนี้จะเป็นที่สะดุดตาเป็นอย่างมาก
- มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะขืนตามอยู่ดีๆ เกิดขี้เกียจ เลยมานั่งเกียจเลยมานั่งเทียนเขียนข้อมูลก็พังกันเป็นแถบๆ ไป
เป็นไงบ้างคะ สำหรับคนที่สนใจเป็นนักสืบ พอที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วนะ การเป็นนักสืบต้องมีใจ และใจรักจริง ๆ ถึงจะทำงานนี้ได้ดี งานนักสืบเป็นงานสร้างสรรค์ ต้องมีศิลป์ คนที่รักที่จะทำ ก็สามารถทำงานสืบได้ น้องๆ หรือใครที่สนใจที่จะเป็นนักสืบติดต่อมาได้คะ ไม่ใช่เรื่องยากเลย
1. พยายามหัดตัวเองให้เป็นคนดูสิ่งต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ฝึกหัดกันอย่างง่ายๆ คือให้เรานำเอาลูกกุญแจมาวางไว้ตรงหน้า แล้วจดจำรายละเอียดของลูกกุญแจให้หมดทุกส่วน เมื่อนำลูกกุญแจออกไปแล้วให้วาดภาพให้เหมือนของจริงมากที่สุดในครั้งแรกๆ ของการปฏิบัติอาจต้องใช้เวลานานในการพิจารณารายละเอียด แต่เมื่อได้ฝึกหัดไปสักระยะหนึ่งจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องแปลกใจ
2. พยายามสร้างความสังเกตในตนเองให้ถูกต้องโดยสังเกตตนเองก่อน เช่น เวลาใส่เสื้อเรามักชอบเอาแขนข้างไหนใส่ก่อน เวลาก้าวลงบันไดเท้าแรกที่สัมผัสขั้นบันไดมักเป็นข้างซ้ายหรือขวา ความละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้จะช่วยทำให้เราเป็นคนรู้ตัว มีสติอยู่ตลอดเวลา และจะช่วยให้นักช่างสังเกตที่ดีเยี่ยมต่อไป
วิธีฝึกฝนให้เป็นคนช่างจดจำ
1. ต้องมีสมาธิต้องมีความตั้งใจ เพราะหากไม่เกิดความสนใจหรือเอาใจใส่ซะแล้ว ต่อให้ช้างมาย้ำมาฉุดก็จำไม่ได้
2. มีความละเอียดแม่นยำและมองเห็นภาพอย่างทะลุปรุโปร่ง
3. การจัดระบบความคิด ในการจดจำเหตุการณ์อะไรให้ได้นาน หรือจัดระบบความคิดของเรา สิ่งใดควรมาก่อนหลัง เพื่อไม่ให้ความจำของเราสะเปะสะปะ หรือในบางครั้งอาจขยายความคิดของเราเกินจริง หรือให้ตื่นเต้นเพื่อย้ำความจำก็เป็นได้ เช่น เราก็สมัครตัวเองเข้าไปเป็นทหารจับปืนสู้กับข้าศึกซะเลย
4. การปฏิบัติซ้ำๆ เหมือนเวลาที่เราอยากจำชื่อสูตรเคมี หรือสูตรคณิตศาสตร์ที่ยากๆ เราก็ต้องท่องซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ เที่ยว
5. ในบางครั้งที่มีเรื่องหลายเรื่องที่ต้องจำ หากจำกันไว้ทีเดียวคงไม่ไหว เราต้องใช้สิ่งช่วยจำอาจเป็นการทำเครื่องหมาย ทำตำหนิ หรือหาสิ่งคล้องจอง เช่น จำเป็นบทกลอน หรือคำที่มันตลกๆ เป็นต้น
การเฝ้าจุดสะกดรอย
การสะกดรอยเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และนับเป็นหัวใจของนักสืบอาชีพเลยแหละการสะกดรอยก็คือการทำทุกวิถีทางให้ได้เห็น หรือรู้ข้อมูลที่ต้องการจะสืบมากับตาเพื่อกันความผิดพลาด รักษ์จะเป็นนักสืบห้ามเดาสุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวเสียฟอร์มหมด นั่งเทียน (เขียนรายงานมั่ว นั่นแหล่ะ) นักสืบพวกมักง่ายมีเยอะ ประเภทโกหกลูกค้าไปวันๆ
วิธีสะกดรอยมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การสะกดรอยขณะเคลื่อนไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ วิธีเดินเท้ากับการใช้ยานพาหนะ
2. การเฝ้าจุด ใช้กรณีสืบเสาะเฝ้าดูหรือแหล่งกบดานของผู้ที่เราติดตามโดยเฉพาะโจรผู้ร้าย
3. การใช้เครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์ การติดจีพีเอส เครื่องดักฟัง ติดกล้องวงจรปิด
ก่อนจะสะกดรอยเราควรมารู้ซะก่อนว่า นักสะกดรอยที่ดี ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้
-รูปร่างปานกลาง ไม่สูงหรือไม่เตี้ยเกินไป ไม่อ้วนหรือไม่ผอมเกินไป จะได้ไม่เป็นที่สะดุดตาเรียกว่ายิ่งหุ่นโหล หน้าโหล เท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้นละ สวยเหมือนนางแบบ งามเหมือนดารา เป็นจุดเด่นเกินไป
-มีปฏิภาณไหวพริบดี สามารถคาดการณ์และแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้แนบเนียน
-มีความสังเกตจดจำดี ไม่งั้นเดินๆ เกิดจำไม่ได้เดินตามคนผิดไปซะเฉยๆ ก็เสียอนาคตกันไปเลย
- มีสุขภาพดี ข้อนี้สำคัญมาก หากเอาคนขี้โรคไปสะกดรอย เดินตามเขาไปแค่สี่ ช่วงตึกก็เกิดหน้ามืดเป็นลม ท้องเสีย ฯลฯ ขึ้นมาละก็ยุ่งแน่ โดยเฉพาะเป็นโรคปอดแหกอย่ามาเป็นนักสืบเชียว
- มีความมานะ อดทนดี เรียกตามสามปียังไม่เบื่อ (ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง)
- มีอากัปกิริยาเคลื่อนไหวเป็นปกติ เช่นขาไม่กะเผลก หรือเดินข้อกลาง เป็นนักเลงโต เพราะพวกนี้จะเป็นที่สะดุดตาเป็นอย่างมาก
- มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะขืนตามอยู่ดีๆ เกิดขี้เกียจ เลยมานั่งเกียจเลยมานั่งเทียนเขียนข้อมูลก็พังกันเป็นแถบๆ ไป
เป็นไงบ้างคะ สำหรับคนที่สนใจเป็นนักสืบ พอที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วนะ การเป็นนักสืบต้องมีใจ และใจรักจริง ๆ ถึงจะทำงานนี้ได้ดี งานนักสืบเป็นงานสร้างสรรค์ ต้องมีศิลป์ คนที่รักที่จะทำ ก็สามารถทำงานสืบได้ น้องๆ หรือใครที่สนใจที่จะเป็นนักสืบติดต่อมาได้คะ ไม่ใช่เรื่องยากเลย
นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล
นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล
การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร
การสังเกตจดจำสิ่งของ
ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง
นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล
การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร
การสังเกตจดจำสิ่งของ
ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง
การสังเกตจดจำสถานที่
การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม
การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม
การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร
การสังเกตจดจำสิ่งของ
ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง
นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล
การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร
การสังเกตจดจำสิ่งของ
ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง
การสังเกตจดจำสถานที่
การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม
การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม
คุณสมบัติประจำตัวนักสืบ( ที่ต้องมี...มาก)
คุณสมบัติประจำตัวนักสืบ( ที่ต้องมี...มาก)
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น
สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)
วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !
กำเนิดนักสืบรุ่นใหม่
กำเนิดนักสืบรุ่นใหม่
ตำรวจไทยหลายคนมีความพยายามอย่างล้นเหลือที่จะเข้าคลี่คลายคดีหลายคดีที่มีความซับซ้อน ต้องยอมรับว่าตำรวจรุ่นใหม่ที่หลุดออกมาสวมเครื่องแบบเต็มตัวในปัจจุบันนี้มีสมองดี และบางคนมีพรสวรรค์คล้ายกับคนที่เล่นดนตรีเป็นก็สามารถจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเคาะให้เข้าจังหวะได้เหมาะเจาะ แม้ว่าจะอ่านโน้ตไม่ออกก็ตาม นักดนตรีลักษณะนี้เมื่อมีผู้รู้สอนการอ่านโน๊ตให้อย่างถูกทิศถูกทาง เขาก็สามารถที่จะรุดหน้าไปได้อย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกันหากนักสืบได้ตำราหรือกูรูที่ชี้ทิศทางให้ เขาก็สามารถที่จะเดินเครื่องเป็นนักสืบสวนมืออาชีพได้อย่างทันที
บอกได้ว่าการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอำพรางตัวเป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สึนามิ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักสืบหน้าใหม่ยอมรับในทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในการคลี่คลายติดตาม ซึ่งคดีอำพรางการตายลักษณะนี้ ทฤษฎีดังกล่าวบอกไว้ว่าตำรวจต้องพยายามควบคุมเรื่องราวในคดีให้ได้ นั่นคือการจัดรายละเอียดของคดีให้เรื่องราวมีความสอดคล้องกัน ซึ่งผลจากการจัดการและดูพฤติกรรมต่างๆของเป้าหมายจะเกิดผล 2 ประการ
ประการแรก รายละเอียดของคดีจะสอดคล้องกันทั้งหมดทั้งทางหลักฐานที่ได้มาและพยานปากต่างๆ หรือไม่ก็เกิดความไม่สอดคล้องกันของเหตุการณ์ จนทำให้เกิดประเด็นสงสัย ประการที่สอง การพยายามทำลายหลักฐานในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มักจะถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่ให้กับการสืบสวน
ในคดีนี้ถือว่าต้องปักธงแดงทางคดีไว้เลยว่ามีความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากเหตุการณ์ทุกอย่างถูกจัดขึ้นอย่างสอดคล้องต้องกันทั้งหมด และสอดคล้องอย่างเกินความจริง รวมทั้งมีหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้นอย่างมากมาย
ผมยืนยันได้ว่าหากผู้ต้องหาไม่พยายามดิ้นรนเปลี่ยนชื่อ เพื่อ “เกิดใหม่” เป็นคนอื่น คดีนี้จะทำให้ตำรวจทำงานยากมากขึ้น
เมื่อนำคดีนี้มาวิเคราะห์ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์จะพบจุดสังเกตอย่างหนึ่งที่เหมือนจะเป็นรายละเอียดปีกย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นจุดใหญ่ของคดีและทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย นั่นก็คือเมื่อย้อนหลังไปในวันที่สามีมาแจ้งว่าพบศพภรรยาแล้ว แต่ผู้เป็นสามีกลับไม่ติดใจสงสัยเรื่องทรัพย์สินหรือเครื่องประดับ ทั้งที่พฤติกรรมของภรรยามักจะชอบของประดับมีค่า และใส่เครื่องประดับมากมายเมื่อออกจากที่พัก แต่ที่ศพกลับมีบัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียวเท่านั้น ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กองบังคับการปราบปรามตัดสินใจเดินหน้า เพราะมันขัดกับพฤติกรรมของคนทั้งคู่ในอดีต ทำให้เชื่อเบื้องต้นได้ว่าอาจจะมีการอำพรางพฤติกรรมเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคดีนี้จะเดินเครื่องได้อย่างราบเรียบโดยปราศจากขวากหนามเนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากอยู่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่การวางแผน เพราะคดีนี้ดูก็รู้แล้วว่ามีการวางแผนการเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกและขณะนี้กองบังคับการปราบปรามกำลังเข้าไปจัดการในเรื่องรายละเอียด
ทั้งนี้ผมเชื่อว่าการจับกุมคดีนี้ได้เป็นเพราะนักสืบยอมรับในทฤษฎีใหม่ ซึ่งการยอมรับครั้งนี้จะทำให้เกิดนักสืบหน้าใหม่ขึ้นมาอีกหลายคน นอกจากนี้การจับกุมในคดีนี้ถือว่าใช้วิธีที่มาตรฐานไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ตำรวจไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คดีนี้จึงถือเป็นคดีหนึ่งที่น่าจะเป็นที่ยอมรับของตำรวจทั่วโลก และเป็นบทเรียนให้กับตำรวจไทยด้วย
ผมดีใจครับที่นักสืบรุ่นใหม่มีพัฒนาการและพัฒนาได้ดีกว่าที่หลายคนคิดไว้ด้วยซ้ำ
ตำรวจไทยหลายคนมีความพยายามอย่างล้นเหลือที่จะเข้าคลี่คลายคดีหลายคดีที่มีความซับซ้อน ต้องยอมรับว่าตำรวจรุ่นใหม่ที่หลุดออกมาสวมเครื่องแบบเต็มตัวในปัจจุบันนี้มีสมองดี และบางคนมีพรสวรรค์คล้ายกับคนที่เล่นดนตรีเป็นก็สามารถจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเคาะให้เข้าจังหวะได้เหมาะเจาะ แม้ว่าจะอ่านโน้ตไม่ออกก็ตาม นักดนตรีลักษณะนี้เมื่อมีผู้รู้สอนการอ่านโน๊ตให้อย่างถูกทิศถูกทาง เขาก็สามารถที่จะรุดหน้าไปได้อย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกันหากนักสืบได้ตำราหรือกูรูที่ชี้ทิศทางให้ เขาก็สามารถที่จะเดินเครื่องเป็นนักสืบสวนมืออาชีพได้อย่างทันที
บอกได้ว่าการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอำพรางตัวเป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สึนามิ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักสืบหน้าใหม่ยอมรับในทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในการคลี่คลายติดตาม ซึ่งคดีอำพรางการตายลักษณะนี้ ทฤษฎีดังกล่าวบอกไว้ว่าตำรวจต้องพยายามควบคุมเรื่องราวในคดีให้ได้ นั่นคือการจัดรายละเอียดของคดีให้เรื่องราวมีความสอดคล้องกัน ซึ่งผลจากการจัดการและดูพฤติกรรมต่างๆของเป้าหมายจะเกิดผล 2 ประการ
ประการแรก รายละเอียดของคดีจะสอดคล้องกันทั้งหมดทั้งทางหลักฐานที่ได้มาและพยานปากต่างๆ หรือไม่ก็เกิดความไม่สอดคล้องกันของเหตุการณ์ จนทำให้เกิดประเด็นสงสัย ประการที่สอง การพยายามทำลายหลักฐานในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มักจะถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่ให้กับการสืบสวน
ในคดีนี้ถือว่าต้องปักธงแดงทางคดีไว้เลยว่ามีความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากเหตุการณ์ทุกอย่างถูกจัดขึ้นอย่างสอดคล้องต้องกันทั้งหมด และสอดคล้องอย่างเกินความจริง รวมทั้งมีหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้นอย่างมากมาย
ผมยืนยันได้ว่าหากผู้ต้องหาไม่พยายามดิ้นรนเปลี่ยนชื่อ เพื่อ “เกิดใหม่” เป็นคนอื่น คดีนี้จะทำให้ตำรวจทำงานยากมากขึ้น
เมื่อนำคดีนี้มาวิเคราะห์ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์จะพบจุดสังเกตอย่างหนึ่งที่เหมือนจะเป็นรายละเอียดปีกย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นจุดใหญ่ของคดีและทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย นั่นก็คือเมื่อย้อนหลังไปในวันที่สามีมาแจ้งว่าพบศพภรรยาแล้ว แต่ผู้เป็นสามีกลับไม่ติดใจสงสัยเรื่องทรัพย์สินหรือเครื่องประดับ ทั้งที่พฤติกรรมของภรรยามักจะชอบของประดับมีค่า และใส่เครื่องประดับมากมายเมื่อออกจากที่พัก แต่ที่ศพกลับมีบัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียวเท่านั้น ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กองบังคับการปราบปรามตัดสินใจเดินหน้า เพราะมันขัดกับพฤติกรรมของคนทั้งคู่ในอดีต ทำให้เชื่อเบื้องต้นได้ว่าอาจจะมีการอำพรางพฤติกรรมเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคดีนี้จะเดินเครื่องได้อย่างราบเรียบโดยปราศจากขวากหนามเนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากอยู่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่การวางแผน เพราะคดีนี้ดูก็รู้แล้วว่ามีการวางแผนการเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกและขณะนี้กองบังคับการปราบปรามกำลังเข้าไปจัดการในเรื่องรายละเอียด
ทั้งนี้ผมเชื่อว่าการจับกุมคดีนี้ได้เป็นเพราะนักสืบยอมรับในทฤษฎีใหม่ ซึ่งการยอมรับครั้งนี้จะทำให้เกิดนักสืบหน้าใหม่ขึ้นมาอีกหลายคน นอกจากนี้การจับกุมในคดีนี้ถือว่าใช้วิธีที่มาตรฐานไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ตำรวจไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คดีนี้จึงถือเป็นคดีหนึ่งที่น่าจะเป็นที่ยอมรับของตำรวจทั่วโลก และเป็นบทเรียนให้กับตำรวจไทยด้วย
ผมดีใจครับที่นักสืบรุ่นใหม่มีพัฒนาการและพัฒนาได้ดีกว่าที่หลายคนคิดไว้ด้วยซ้ำ
คุณสมบัติของนักสืบ
คุณสมบัติของนักสืบ
- ต้องเข้าใจเนื้องานที่จะสืบ
- งานสืบสวนเหมาะสำหรับคนที่ไหวพริบทางปัญญาสูง ๆ
- ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
- เหตุเกิดเฉพาะหน้าสามารถแก้ได้เลย
- มีความอดทน
- ทำงานไม่เป็นเวลา เตรียมพร้อมตลอด
- สุขภาพดี แข็งแรง
- มีความละเอียดอ่อน
- เป็นคนช่างสังเกตุ
- การรักษาความลับของลูกค้า
- นักสืบจะมีข้อเท็จมาก เรื่องสำคัญส่วนตัวของลูกค้าต้องรักษาให้ได้
- ไม่แพร่งพรายหรือเล่าให้ญาติพี่น้องรับทราบ
- นักสืบต้องมีความคล่องตัวสูง
- ติมดามสืบพฤติกรรมต้องไม่ให้รู้ว่าเรากำลังสืบอยู่ต้องมีประการณ์
- วิธีการติมตามต้องรู้วิธี นักสืบต้องมีความรู้ทั่วไปต้องรู้เป็นอย่างดี
- เป็นงานที่เกี่ยวกับการปลอมตัวต้องปลอมให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
- รู้เกี่ยวกับรายละเอียดบุคคล
- รับงานสืบต้องสอบให้ละเอียดทำงานต้องทำให้ตรงกับผู้ว่าจ้าง
นักสืบหญิงกับชายแตกต่างกันอย่างไร
- อันดับแรกผู้หญิงกับผู้ชายรูปร่างแตกต่างกันอยู่แล้ว
- อันดับสองคือการคล่องตัว ผู้หญิงอาจจะไม่คล่องตัว
- แต่ว่าผู้หญิงอาจจะได้เปรียบในการทำงานในด้านสืบสวน
- ไม่ค่อยจะมีใครคิดว่าจะมีนักสืบหญิง
- งานสืบสวนจะมีการเสี่ยง คือ เสี่ยงลูกปืน เสี่ยงอาจจะถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ การเข้าถึงตัวเป้าหมายที่เราจะสืบและไม่มีใครสงสัยอะไรต่างๆ การติดต่อ การลวง การขอข้อมูลหรือการวางสายต่างๆ ถ้าเราไปขอความร่วมมือ ถ้านักสืบผู้หญิงถาม จะได้ข้อมูลมากกว่านักสีบผู้ชาย ผู้ชายบางครั้งเราจะไม่รู้จักกับใครเลย เช่น คนแปลกหน้า คนแปลกหน้าบางครั้งจะไม่วางใจใครอยู่แล้ว เวลาถามจะไม่ได้ข้อมูล ผู้หญิงจะเก็บได้ดีกว่าชาย
- แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว การจะหานักสืบหญิงมาทำงานจะเป็นเรื่องยาก
- เป็นงานที่เสี่ยงทางบ้านไม่ให้มำบ้าง กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ขับรถก็ต้องขับเร็ว สวีดสวาดและต้องถือกล้องถ่ายรูปด้วย
- บางครั้งเข้าไปในโรงแรมม่านรูดในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เช่น เข้าไปโรงแรมหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม บางครั้งที่อาบ อบ นวด บางครั้งก็ต้องปลอมตัวมันมีโอกาสเสี่ยง เพราะฉะนั้นจึงทำให้หานักสืบผู้หญิงได้ยาก
ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างเป็นใคร หญิงหรือชาย
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บอกได้เลยว่า พอ ๆ กัน เข้าตำราว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็ลว” เรื่องหญิงหรือชายต้องการสืบว่าผัว หรือเมีย ไปมีชู้ มีเมียน้อย มีผัวใหม่ หญิงร้ายชายก็เลว บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับกรรมการ เป็นผู้อำนวยการ แต่การหาผัว หาเมีย ก็หาที่ทำงาน เป็นระดับพนักงาน เลขา เจ้านายลูกน้อง เพื่อนฝูงบ้าง ยิ่งสมัยนี้นุ่งสายเดี่ยว ความอาย ความหน้าด้านพอ ๆ กัน การมีเพศสัมพันธ์บางแห่ง เอาไปเอามาหลับนอนในที่ทำงานก็มี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผัวเมีย หมดเท่าไหร่ก็ยอม
เอ้ย! ปลงมั้ย หรือรู้แล้วยิ่งทำชั่ว เพิ่มความเหม็นเน่าของสังคมไปใหญ่ มีอาชีพเดียวที่รู้ปัญหาของสังคมมากที่สุก คือนักสืบ เพราะเข้าไปยุ่งกับเขาทุกที่ โดยที่คุณไม่รู้ ..ตัว.หรอก
- ต้องเข้าใจเนื้องานที่จะสืบ
- งานสืบสวนเหมาะสำหรับคนที่ไหวพริบทางปัญญาสูง ๆ
- ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
- เหตุเกิดเฉพาะหน้าสามารถแก้ได้เลย
- มีความอดทน
- ทำงานไม่เป็นเวลา เตรียมพร้อมตลอด
- สุขภาพดี แข็งแรง
- มีความละเอียดอ่อน
- เป็นคนช่างสังเกตุ
- การรักษาความลับของลูกค้า
- นักสืบจะมีข้อเท็จมาก เรื่องสำคัญส่วนตัวของลูกค้าต้องรักษาให้ได้
- ไม่แพร่งพรายหรือเล่าให้ญาติพี่น้องรับทราบ
- นักสืบต้องมีความคล่องตัวสูง
- ติมดามสืบพฤติกรรมต้องไม่ให้รู้ว่าเรากำลังสืบอยู่ต้องมีประการณ์
- วิธีการติมตามต้องรู้วิธี นักสืบต้องมีความรู้ทั่วไปต้องรู้เป็นอย่างดี
- เป็นงานที่เกี่ยวกับการปลอมตัวต้องปลอมให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
- รู้เกี่ยวกับรายละเอียดบุคคล
- รับงานสืบต้องสอบให้ละเอียดทำงานต้องทำให้ตรงกับผู้ว่าจ้าง
นักสืบหญิงกับชายแตกต่างกันอย่างไร
- อันดับแรกผู้หญิงกับผู้ชายรูปร่างแตกต่างกันอยู่แล้ว
- อันดับสองคือการคล่องตัว ผู้หญิงอาจจะไม่คล่องตัว
- แต่ว่าผู้หญิงอาจจะได้เปรียบในการทำงานในด้านสืบสวน
- ไม่ค่อยจะมีใครคิดว่าจะมีนักสืบหญิง
- งานสืบสวนจะมีการเสี่ยง คือ เสี่ยงลูกปืน เสี่ยงอาจจะถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ การเข้าถึงตัวเป้าหมายที่เราจะสืบและไม่มีใครสงสัยอะไรต่างๆ การติดต่อ การลวง การขอข้อมูลหรือการวางสายต่างๆ ถ้าเราไปขอความร่วมมือ ถ้านักสืบผู้หญิงถาม จะได้ข้อมูลมากกว่านักสีบผู้ชาย ผู้ชายบางครั้งเราจะไม่รู้จักกับใครเลย เช่น คนแปลกหน้า คนแปลกหน้าบางครั้งจะไม่วางใจใครอยู่แล้ว เวลาถามจะไม่ได้ข้อมูล ผู้หญิงจะเก็บได้ดีกว่าชาย
- แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว การจะหานักสืบหญิงมาทำงานจะเป็นเรื่องยาก
- เป็นงานที่เสี่ยงทางบ้านไม่ให้มำบ้าง กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ขับรถก็ต้องขับเร็ว สวีดสวาดและต้องถือกล้องถ่ายรูปด้วย
- บางครั้งเข้าไปในโรงแรมม่านรูดในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เช่น เข้าไปโรงแรมหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม บางครั้งที่อาบ อบ นวด บางครั้งก็ต้องปลอมตัวมันมีโอกาสเสี่ยง เพราะฉะนั้นจึงทำให้หานักสืบผู้หญิงได้ยาก
ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างเป็นใคร หญิงหรือชาย
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บอกได้เลยว่า พอ ๆ กัน เข้าตำราว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็ลว” เรื่องหญิงหรือชายต้องการสืบว่าผัว หรือเมีย ไปมีชู้ มีเมียน้อย มีผัวใหม่ หญิงร้ายชายก็เลว บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับกรรมการ เป็นผู้อำนวยการ แต่การหาผัว หาเมีย ก็หาที่ทำงาน เป็นระดับพนักงาน เลขา เจ้านายลูกน้อง เพื่อนฝูงบ้าง ยิ่งสมัยนี้นุ่งสายเดี่ยว ความอาย ความหน้าด้านพอ ๆ กัน การมีเพศสัมพันธ์บางแห่ง เอาไปเอามาหลับนอนในที่ทำงานก็มี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผัวเมีย หมดเท่าไหร่ก็ยอม
เอ้ย! ปลงมั้ย หรือรู้แล้วยิ่งทำชั่ว เพิ่มความเหม็นเน่าของสังคมไปใหญ่ มีอาชีพเดียวที่รู้ปัญหาของสังคมมากที่สุก คือนักสืบ เพราะเข้าไปยุ่งกับเขาทุกที่ โดยที่คุณไม่รู้ ..ตัว.หรอก
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
อะไรเดิมๆ กัดกินอีกครั้ง แต่บางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป .........
เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ซ้ำไปซ้ำมา.. ขึ้นๆ ลงๆ .....ดุจดวงอาทิตย์
และพออาทิตย์ดับ แสงจันทร์สาดส่อง ....งานมูนไลท์ เริ่มต้นขึ้น.........
เป็นงานที่มีทั้ง กิจกรรมน่าสนใจเยอะแยะ และคอนเสิร์ต
ค่ำคืนนั้น.... มีความสุข ที่สุด ได้บอกสิ่งที่อยากบอก กับคนที่อยากบอกไปแล้ว กวาง.........
ผมไม่ได้พูดอะไรมาก.... เพราะ แม้ว่าจะพูดคำนั้นสักร้อยคำ ก็ไม่เท่าสิ่งที่ผมบอกไป .....
เธอถามผมว่า ผมรับได้ใหม... ผมยิ้ม ....ผมหมายถึง...ผมรับในสิ่งที่เป็นคุณได้อยู่แล้ว.....
ผมชื่นชม ในตัว เธอคนนี้มาก... บางครั้ง ผมคิดว่าเธอคือน้องสาว ที่น่ารัก น่าชัง แสนซุกซน.... บางครั้ง ผมคิดว่าเราเข้ากันได้และน่าจะไปด้วยกันได้ด้วยดี.....
งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา.... ดวงจันทร์เปลี่ยนทิศ เวลาล่วงเลยไป ...
กวางน้อย เดินไปกับ อัศวินคริสตจักร นักจิตวิทยา ไปกับ ผม ..... ไม่รู้ทำไม!???? ทำไมนะทำไม ......
ผมเกิดลมหึง ....ทุกครั้ง ที่เห็นภาพนั้น ผมมิกจะคิดไปไกล...เออ เหมาะกันดีว่ะ แต่....ทำไมนะ ......
สุดท้าย ก็ ช่างมัน...
ผมคิดจะทำชีวิตให้ดีกว่านี้ ผมคิดว่า มันยังไม่ดีพอ สำหรับ คนอีกคนและอีกชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ....
ชีวิตในมหาลัยทำให้ผมได้ ทำอะไร มีจุดหมายมากขึ้น สอนให้คิดถึงอนาคตมากขึ้น แล้วมันจะทำให้เราเป็นคนที่มีความสำคัญมากคนหนึ่ง และไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโดยใช้ชีวิตแลก แต่มันอาจจะขัดกับคนบางคน
แต่สำหรับผม บางอย่างมันก็คุ้มที่จะเสี่ยง หลายอย่างเปลี่บยแปลงได้...
บ้านเรา...เปลี่ยนแปลงได้.... รถเราเปลี่ยนแปลงได้ ...เสื้อผ้า ทรงผม เปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงหน้าตาก็อาจเปลี่ยนแปลง... แต่จิตวิญญาณ เรา เป็นของเรา ชีวิตเป็นของเรา (ขอบคุณ BODYSLAM สำหรับคำคมคำนี้)
ผมอยากจะบอกกับกวางเพียงแค่ว่า เพียงแค่เรามีความหวัง ขยันหมั่นซ้อม และลงมือทำ ศิลปกรรม เราสอบติดได้แน่นอน .....
เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ซ้ำไปซ้ำมา.. ขึ้นๆ ลงๆ .....ดุจดวงอาทิตย์
และพออาทิตย์ดับ แสงจันทร์สาดส่อง ....งานมูนไลท์ เริ่มต้นขึ้น.........
เป็นงานที่มีทั้ง กิจกรรมน่าสนใจเยอะแยะ และคอนเสิร์ต
ค่ำคืนนั้น.... มีความสุข ที่สุด ได้บอกสิ่งที่อยากบอก กับคนที่อยากบอกไปแล้ว กวาง.........
ผมไม่ได้พูดอะไรมาก.... เพราะ แม้ว่าจะพูดคำนั้นสักร้อยคำ ก็ไม่เท่าสิ่งที่ผมบอกไป .....
เธอถามผมว่า ผมรับได้ใหม... ผมยิ้ม ....ผมหมายถึง...ผมรับในสิ่งที่เป็นคุณได้อยู่แล้ว.....
ผมชื่นชม ในตัว เธอคนนี้มาก... บางครั้ง ผมคิดว่าเธอคือน้องสาว ที่น่ารัก น่าชัง แสนซุกซน.... บางครั้ง ผมคิดว่าเราเข้ากันได้และน่าจะไปด้วยกันได้ด้วยดี.....
งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา.... ดวงจันทร์เปลี่ยนทิศ เวลาล่วงเลยไป ...
กวางน้อย เดินไปกับ อัศวินคริสตจักร นักจิตวิทยา ไปกับ ผม ..... ไม่รู้ทำไม!???? ทำไมนะทำไม ......
ผมเกิดลมหึง ....ทุกครั้ง ที่เห็นภาพนั้น ผมมิกจะคิดไปไกล...เออ เหมาะกันดีว่ะ แต่....ทำไมนะ ......
สุดท้าย ก็ ช่างมัน...
ผมคิดจะทำชีวิตให้ดีกว่านี้ ผมคิดว่า มันยังไม่ดีพอ สำหรับ คนอีกคนและอีกชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ....
ชีวิตในมหาลัยทำให้ผมได้ ทำอะไร มีจุดหมายมากขึ้น สอนให้คิดถึงอนาคตมากขึ้น แล้วมันจะทำให้เราเป็นคนที่มีความสำคัญมากคนหนึ่ง และไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโดยใช้ชีวิตแลก แต่มันอาจจะขัดกับคนบางคน
แต่สำหรับผม บางอย่างมันก็คุ้มที่จะเสี่ยง หลายอย่างเปลี่บยแปลงได้...
บ้านเรา...เปลี่ยนแปลงได้.... รถเราเปลี่ยนแปลงได้ ...เสื้อผ้า ทรงผม เปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงหน้าตาก็อาจเปลี่ยนแปลง... แต่จิตวิญญาณ เรา เป็นของเรา ชีวิตเป็นของเรา (ขอบคุณ BODYSLAM สำหรับคำคมคำนี้)
ผมอยากจะบอกกับกวางเพียงแค่ว่า เพียงแค่เรามีความหวัง ขยันหมั่นซ้อม และลงมือทำ ศิลปกรรม เราสอบติดได้แน่นอน .....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)