วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การเขียนนวนิยายสืบสวนแนว Cozy

การเขียนนวนิยายสืบสวนแนว Cozy

Mystery fiction

Mystery fiction เป็นนวนิยายลึกลับ ที่เน้นไปทางการสืบสวนสอบสวนปมปริศนาที่ถูกสร้างขึ้น
ประเภท
การแบ่งประเภท อีกครั้งที่ไม่มีข้อกำหนดตายตัว แล้วแต่ความเห็นของแต่ละคน แต่สามารถแบ่งประเภทอย่างคร่าว ๆตามวิวัฒนาการของเรื่องตามช่วงเวลา ได้ ดังนี้
Gothic stories ( เริ่ม ต้นปี ค.ศ.1700) เป็นเรื่องลึกลับน่ากลัว และหนือธรรมชาติ มักจะเกิดเรื่องที่ปราสาทเก่าแก่ ที่มีความลึกลับซ่อนอยู่ในห้องใต้ดิน จะมีเสียงกรีดร้องโหยหวน มีความมืดสลัวเพื่อให้ฉากมีความน่ากลัวขึ้น มีการขู่เข็ญเหยื่อที่โดยมากจะเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์
Crime stories ( เริ่มในช่วงต้นและเด่นชัดกลาง ปี ค.ศ. 1700 ) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอาชญากรที่ ถูกคุมขังอยู่ในคุกนิวเกตที่ประเทศอังกฤษซึ่ง เป็นเรื่องความอื้อฉาวของการก่ออาชญากรรมที่ลือกระฉ่อนในหน้าหนังสือพิมพ์
Spy stories ( เริ่มเมื่อสิ้นสุด ปี ค.ศ. 1800 ) ปรากฏให้เห็นมากหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองในยุคสงครามเย็น แบ่งเป็นสองอย่างคือ เรื่องของสายลับจริง ๆ ที่แสดงให้เห็นความยากลำบากและอันตรายจากการจารกรรม ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของเรื่องที่เกอดขึ้นจริง ส่วนอีกประเภทหนึ่งเป็นเรื่องการผจญภัยของสายลับ ที่มีพื้นฐานอยู่กับเรื่องการผจญภัย ที่พระเอกจะต้องเอาชนะอุปสรรคที่มีมาเป็นชุด ๆ ได้หมด ที่โด่งดังก็คือเรื่อง เจมส์ บอนด์ ของ เอียนเฟลมมิ่ง
Detective stories ( เป็นที่นิยมใน ปี ค.ศ. 1900 ) เป็นเรื่องราวของนักสืบ และการสืบสวน เป็นที่นิยมมาก สิ่งที่แตกต่างไปจากประเภทอื่น คือ วิธีการเล่าเรื่อง นวนิยายนักสืบจะเริ่มเรื่องเมื่อได้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญขึ้น ( โดยมากแต่ไม่เสมอไปจะเป็นการก่ออาชญากรรม ) จากนั้นก็จะเปิดเผยหลักฐานของคนร้ายออกมาก่อนที่คนอ่านจะรู้ถึงรายละเอียดในตอนเริ่มต้น จากนั้นจะเพิ่มการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆไปตามตามปกติของการเล่าเรื่อง และมักจะสร้างความประหลาดใจให้กับคนอ่านในการเปิดเผยความจริงออกมาในตอนจบ ( เป็นนวนิยายประเภทเดียวที่คนอ่านจะหัวเราะเมื่อรู้สึกว่าตัวเองโง่ )

สิ่งที่ต้องมีในนวนิยายสืบสวนสอบสวนแนวฆาตกรรม

The puzzle เรื่องราวอันเป็นปมปริศนา ที่มักจะก่อให้เกิดคำถามสำคัญที่ขับเคลื่อนพล็อต ในทุก ๆ เรื่องของนวนิยายสืบสวนสอบสวน รวมทั้งเรื่องสั้นแนวนี้ด้วย มัจะมีคำถามว่า “ ใครทำ ” ใครก่ออาชญากรรมครั้งนี้ขึ้น คำถามนี้จะถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ตอนต้น ทั้งนักสืบและคนอ่านยังไม่รู้คำตอบ
Detection วิธีการสืบสวนสอบสวนในเรื่องการก่ออาชญากรรม (อันเป็นศูนย์กลางของเรื่อง )เมื่อปมปริศนาได้ถูกเปิดเผยและแก้ไขได้แล้ว เรื่องก็จบ
The sleuth นักสืบเป็นตัวละครเอกในเรื่องที่จะต้องเข้าไปไขปัญหาด้วยด้วยความฉลาด ความพยายายาม ความกล้าหาญ ความแข็งแกร่ง ความเชื่อมั่นในคุณธรรม หรือทุกอย่างรวมกัน
The worthy villain ตัวร้าย โดยทั่วไปก็คือฆาตกร เป็นตัวทดสอบขีดจำกัดความสามารถของนักสืบ เป็นตัวละครที่มีความฉลาด เจ้าความคิด และทำทุกอย่างเพื่อที่จะเอาตัวรอดจากความผิด เขาเป็นตัวสร้างปริศนาที่ท้าทายทั้งนักสืบและคนอ่าน
Fair play หลักฐานทุกชิ้นที่ถูกค้นพบในรูปของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร่องรอย เงื่อนงำ ที่ถูกค้นพบโดยนักสืบ ต้องเป็นสิ่งที่ คนอ่านจะต้องหาได้ในหนังสือและรู้เท่าเทียมกัน
Realism and Logic ทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในเรื่องต้องเหมาะสม มีเหตุผล และ เหมือนจริง

ตัวละครในนวนิยายสืบสวนสอบสวน
ฆาตกร
ต้องสร้างภูมิหลังให้กับเขาด้วย
แรงจูงใจ ทำไมจึงก่ออาชญากรรม ทำแล้วได้อะไร
จะให้ก่ออาชญากรรมคนเดียว หรือเป็นกลุ่ม มีผู้สมรู้ร่วมคิดไหม ? คิดเอาไว้เลย
เขาเป็นฆาตรกรโรคจิต หรือพวกฆาตกรต่อเนื่อง หรือเปล่า
หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาหรือเธอไม่ควรจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากคนอ่าน
เขาต้องฉลาด และเจ้าความคิด เพื่อให้การสืบสวนของนักสืบเต็มไปด้วยความยากลำบากและมีความเข้มข้น ชิงไหวชิงพริบกัน
ต้องฉลาดในการกลบเกลื่อนร่องรอย เพื่อที่จะปิดบังตัวตนที่แท้จริงจากคนอ่านจนถึงบทสุดท้าย
เขาต้องปรากฏตัวให้เห็นในแบบที่เขาไม่ได้เป็น และไม่ให้เห็นในสิ่งที่เขาเป็น การชี้ตัวหรือเปิดเผยฆาตกรที่แท้จริงจะสร้างความประหลาดใจให้กับคนอ่าน
นักสืบ
เลือกเอาว่า จะให้เขาเป็นนักสืบเอกชน นักสืบสมัครเล่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
สร้างภูมิหลัง ชีวิตส่วนตัวของเขา ซึ่งอาจจะใช้เป็นพล็อตย่อยได้
เขาต้องมีแรงจูงใจในการทำการคลี่คลายปัญหาเช่นเดียวกัน
คุณสมบัติทั่วไปต้อง ฉลาด มีไหวพริบ ละเอียดถี่ถ้วน ฯลฯ ตามที่คุณต้องการ ( ดูตัวอย่างจากนวนิยายสืบสวนทั่วไปได้ )
ภูมิหลังของเขาหากเคยทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง ควรจะมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่เขาสามารถขอความช่วยเหลือในด้านข้อมูล หรือความชำนาญพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้เป็นอย่างดี
เอาใจใส่ในการสร้างนักสืบ ให้เขามีลักษณะเด่นและด้อย วิธีการที่เขาคลี่คลายปัญหาแสดงถึงไหวพริบอันชาญฉลาด หากเขาเป็นที่พอใจของคนอ่าน ก็จะทำให้คุณมีหนังสือเล่มต่อมาในการคลี่คลายคดีของเขาอีก
เหยื่อหรือผู้เคราะห์ร้าย
ต้องคัดเลือกด้วยความเอาใจใส่ ตัดสินว่าจะให้เป็น หญิงหรือชาย หนุ่มหรือแก่
ควรจะเป็นคนที่มีชื่อเสียง หรือมีความสำคัญ หรือเป็นหญิงสาวที่มีความสวยน่ารัก ที่สามารถสร้างความเห็นอกเห็นใจ และสร้างความสนใจต่อตัวละครอื่นในเรื่อง
อาจจะสร้างให้เหยื่อเป็นคนดี สุภาพบุรุษ หรือคนแก่ใจบุญ ที่ถูกฆ่าอย่างทารุณ แต่ต่อมากลับพบว่าแท้ที่จริงเขาหรือเธอเป็นคนเลวสุดๆ และถูกฆ่าเพื่อความถูกต้อง หรือเพราะขุ่นเคืองจากเมตตาธรรมจอมปลอม
ผู้ต้องสงสัย
จะมีมากหรือน้อยแล้วแต่ความยาวของเรื่อง
ผู้ต้องสงสัยจะเป็นตัวละครที่สร้างความก้าวหน้าให้กับเรื่อง และคนอ่านมักจะมั่นใจว่าใช่ แต่แล้วก็ไม่ใช่ ตัวละครอื่นจะถูกนำเข้ามาให้สืบสวนต่อไป การสร้างเรื่องอาจจะวางผู้ต้องสงสัยเป็นลำดับ A,B,C,D ฆาตกรที่แท้จริงอาจจะเป็น D แต่หาก D สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ว่าไม่ใช่เขา แต่คือ C เป็นต้น
อาจจะมีตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้าใจผิดว่าเขาคือฆาตกร โดยเฉพาะ( แท้จริงแล้วไม่ใช่)
การสร้างผู้ต้องสงสัยจะสนุกหรือน่าสนใจก็อยู่ที่พล็อตเรื่อง คนอ่านอาจจะไม่กล้าหายใจเมื่อคิดว่าฆาตกรคือสาวสวยแต่หัวแข็ง หรือสร้างความสงสัยว่าฆาตกรจะคือหนุ่มรูปหล่อที่เหมาะจะเป็นพระเอกมากกว่า หรือ จะเป็นหลานชายที่อาศัยอยู่ด้วย หรือจะเป็นคนรับใช้เก่าแก่ ฯลฯ
หากสร้างมูลเหตุจูงใจ ที่เป็นไปได้ว่าผู้ต้องสงสัยอาจจะเป็นฆาตกรที่แท้จริงได้ทุกคน จะทำให้เรื่องรักษาความน่าสงสัย และชวนติดตามอยู่ได้ตลอดทั้งเรื่อง
ตัวละครนี้ต้องมีความสำคัญ และมีบุคลิกที่สร้างความเร้าใจสะดุดตาเป็นพิเศษ และมีความสำเร็จในการที่จะปกป้องตัวเองจนถึงตอนจบของเรื่อง
พยาน
พยานผู้เห็นเหตุการณ์ อาจจะเปิดเผยตัวเอง อย่างเต็มใจ หรือไม่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนก็ได้
เพราะอะไรเขาจึงเต็มใจ หรือไม่เต็มใจ ในการเป็นพยาน
พยานที่เป็นตัวละครไม่สำคัญมากนัก มักจะถูกฆ่าปิดปากได้ง่าย ๆ
พยานที่สำคัญ อาจจะถูกปกป้อง คุ้มครองจากตัวนักสืบเอง ( หากเป็นหญิงสาวสวยจะมีเรื่องโรแมนติคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ )
ผู้ช่วยนักสืบ
อาจจะเป็นหัวหน้าหน่วย หรือ นักข่าว หรือทนายความ ที่อยากเป็นนักสืบ การช่วยเหลือนักสืบเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ
เขาอาจจะทำผิดและเป็นที่เย้ยหยัน แต่ความผิดพลาดของเขาจะทำให้คนอื่นพบทางที่ถูก
เขาอาจจะเป็นคนที่ฉลาดแต่เงียบขรึม มีแง่คิดที่จะแยกแยะประเด็นให้นักสืบได้เห็นชัดขึ้น ในเวลาที่นักสืบเข้าตาจน แต่บางครั้งเขาก็ทำมันอ้อม ๆ เพื่อคอยดูความจนแต้มของนักสืบ
ตัวละครอื่น ๆ ที่ทำให้เรื่องสมจริงยิ่งขึ้น
เช่น ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา นักข่าว คนรับใช้ คนขายของ ฯลฯ

สถานที่ และเวลา
สามารถใช้ทุกที่เป็นสถานที่เกิดเหตุได้ ( สถานที่เหยื่อชอบไป หรือใช้เป็นที่นั่งเล่น ทำงานอดิเรกจะน่าสนใจกว่า สถานที่ทั่ว ๆ ไป )
ควรใช้สถานที่คนอ่านรู้จัก หรืออยากไป หรือเคยขับรถผ่าน
สถานที่นักเขียนรู้จักดี จะทำให้เกิดความเชื่อถือได้มากกว่าสถานที่ที่ไม่รู้จัก
สถานที่กว้างใหญ่ จะมีความแตกต่าง และใช้ในการสร้างความสงสัย ได้ยาว มีผลต่อการสืบสวนแตกต่างจากสถานที่เล็ก หรืออยู่ในวงจำกัด ( เช่นบนเรือสำราญ หรือบ้านพักที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ) ศูนย์กลางของเรื่องจะมุ่งความสนใจไปที่ตัวละครมากกว่า
ตระเตรียมจุดที่ พบศพ และจุดที่ค้นพบร่องรอย จะให้ดีควรจะวาดแผนที่ประกอบเอาไว้
ควรใช้สถานที่เสริมการสร้างบรรยากาศในเรื่อง
ผลกระทบของภาวะดินฟ้าอากาศ ฤดูกาล ( ฝนตกร่องรอยหาย หรือฝนตกเหยื่อออกไปข้างนอกทำไม )
วันเวลาที่เกิดเหตุ

พล็อตเรื่อง
โดยมากจะเป็นสูตรสำเร็จดังนี้ ( นักเขียนที่ฉลาดก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของตัวเอง แต่ที่เป็นอยู่ก็ใช้ได้แล้ว )
๑.กล่าวถึงอาชญากรรมหรือความลึกลับที่เกิดขึ้น ให้รายละเอียดของเหยื่อ รวมทั้งแนะนำตัวนักสืบ
๒. ชี้นำการสืบสวนตรงไปยังข้อสรุปที่ในตอนท้ายพบว่า ผิดพลาด ๓.เปลี่ยนจุดศูนย์กลางและขอบเขตในการสืบสวน นี่เป็นประเด็นสำคัญในเรื่องที่กลายเป็นว่านักสืบ อยู่ในทางที่ผิด และมีบางสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่นมีศพที่สองเกิดขึ้น หรือการตายของผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง หรือการค้นพบที่สำคัญยิ่งที่ทำให้ข้อสงสัยชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องได้ไปสู่แนวทางสืบสวนใหม่
๔. ปัญหาถูกแก้ไขได้สำเร็จ

พล็อตง่าย ๆ เอาไว้ฝึกเขียน
วางปัญหาลงไป การก่ออาชญากรรมควรจะเกิดกับบุคคลมากกว่าทรัพย์สิน เช่นการฆาตกรรม
สร้างข้อมูลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา เช่นพวกร่องรอย เงื่อนงำ ผู้ต้องสงสัย พยาน
วิธีการค้นพบหลักฐาน ที่นำไปสู่ตอนจบ
การพิสูจน์หลักฐาน อันเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง และไขข้อข้องใจต่าง ๆ ทั้งหมดในเรื่องที่วางปมเอาไว้
ความแตกต่าง ๔อย่างที่สร้างเรื่องได้เป็นร้อย
ความแตกต่างในวิธีการที่คนร้ายใช้กับเหยื่อ
ความแตกต่างของสิ่งของที่คนร้ายค้นหา
ความแตกต่างของสถานที่เกิดเรื่อง
ความแตกต่างของห้วงอันตรายที่นักสืบจะต้องได้รับ
( จาก Lester dent's Master Plot )

เรื่องนักสืบตามแนวนิยม
The straight Mystery ตัวละครขับเคลื่อนเรื่องที่พฤติกรรมเกิดขึ้นมีศูนย์กลางที่การเกิดอาชญากรรม โดยมากจะเป็นการฆาตกร
The puzzle Mystery เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักสืบและปัญหาที่เขาต้องคลี่คลาย ด้วยความฉลาดและมีไหวพริบ( ตัวอย่าวนวนิยายของ อกาธา คริสติ้ )
The hard-boiled Mystery เป็นเรื่องราวการผจญภัย เสี่ยงภัย อาจจะเกี่ยวกับปริศนาลึกลับ หรือเรื่องนักสืบ แต่มักจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การกระทำอันห้าวหาญของตัวละครเอก ซึ่งโดยมากก็จะเป็นนักสืบเอกชน ที่เป็นเสมือนซุบเปอร์ฮีโร่ และออกจะไปในแนวบู๊ด้วย
The novel of Pursuit เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจารกรรม หรือพฤติกรรมอื่น ๆ ที่จะทำให้คนอ่านสนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป การค้นหาว่าตัวละครเอกจะหนีพ้นจากสถานการณ์นี้อย่างไรเป็นเสน่ห์ของเรือง บทบู๊ และ ความน่าหวาดเสียวและบ่อยครั้งจะมีการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการไล่ล่า กับดัก และการถูกจับได้ จะมีความสำคัญมากกว่าแรงจูงใจภายใน ของตัวละคร เรื่องจะเป็นลักษณะของการใช้พล็อตขับเคลื่อนมากกว่าใช้ตัวละครขับเคลื่อน ตัวอย่างเรื่องก็เช่น
-จะเป็นนวนิยายพวกสายลับ
-เรื่องเกี่ยวกับตัวละครเอกจะหนีให้พ้นจากการบีบบังคับของความชั่วร้าย ของระบอบการปกครองที่ชั่วร้าย
-เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ เช่นมนตร์ดำ ผี หรือแม่มดวูดู
-บางทีก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของโลก เช่นการหยุดยั้ง ระเบิดนิวเคลียร์ สงครามเคมี หรือการ
เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ( เรื่องเจมส์บอนด์ จะออกแนวนี้)
The Whodunit เป็นนวนิยายนักสืบ ที่มีตัวละครเป็นตัวเดินเรื่องในการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่ผลออกมามักจะสร้างความประหลาดใจให้กับคนอ่าน อันเกิดจากบุคลิกภาพ บทบาท และคุณสมบัติ ของนักสืบที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ในการเปิดเผยถึงวิธีการสืบสวนค้นหาความจริง แตกต่างไปจากวิธีทั่ว ๆ ไป เรื่องแนวนี้มีการเขียนออกไปมากมายหลายชนิด เช่น
-คนอ่านจะถูกแสดงให้เห็นถึงความลับในการก่ออาชญากรรมที่ละขั้น ๆ
-การก่ออาชญากรรมในแบบที่ให้เหยื่ออยู่ในความสบายไม่มีความเจ็บปวดหรือโหดร้ายแสดงให้เห็น (ถูกฆ่าในขณะนอนหลับ หรือจิบน้ำชา โดยมากมักจะมีแมวน่ารักประกอบในเรื่องด้วย)
-เรื่องเกี่ยวกับ สตรีที่ตกอยู่ในอันตราย อันเป็นเรื่องโรแมนติค เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพระเอก ( นักสืบ หรือ บอดีการ์ด )กับสตรีที่เขารักเป็นศูนย์กลางของเรื่อง
-เรื่องลึกลับที่เกิดในสังคมย้อนยุค
-เรื่องที่พระเอกต้องต่อสู้กับการเมือง ความหายนะของเทคโนโลยี หรือกลียุคของสังคม
-เรื่องตำรวจนักสืบที่ต้องไขปัญหาอาชญากรรมโดยใช้เทคนิคและขบวนการทางกฏหมาย
-เรื่องการสืบสวนอาชญากรรมโดยที่ผู้ก่ออาจจะเป็นองค์การที่ถูกกฏหมาย หรือเป็นสำงานประกันภัย หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เอง หรือคนในวงการนักสืบเอง
-เรื่องเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิต หรือการลักพาตัว
-เรื่องเกี่ยวกับฆาตกรที่รู้ตัว และต้องค้นหานำเขากลับมารับโทษ
-เรื่องเกี่ยวกับการทุจริต คอร์รับชั่นในองค์การ หรือสถาบันต่าง ๆ หรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่ควรรู้และเตรียมไว้ในการเขียน นวนิยายสืบสวนสอบสวน
เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรม
๑.ลักษณะการก่ออาชญากรรม
การฆาตกรรม
การปล้น
การลักพาตัว
ฯลฯ
๒.วิธีการฆาตกรรม และเครื่องมือ
การยิงด้วยปืน
การแทง ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มีด เหล็กแหลม ดาบ
การใช้ยาพิษ กลิ่น รส ลักษณะ จำนวนที่ใช้ วิธีใช้
ระเบิด
เทคโนโลยีใหม่ ๆ
ลักษณะพิเศษอื่น ๆ เช่น ฆ่ารัดคอด้วยริบบิ้น วางดอกกุหลาบไว้ที่ศพ การตัดสายเบรครถ เลือกฆ่าเฉพาะผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้น สถานที่ฆาตกรรมเป็นในโรงเรียน ห้องน้ำ เสมอ
ฯลฯ
๓. แรงจูงใจในการก่ออาชญากรรม
การรู้ภูมิหลังของฆาตกร จะช่วยในเรื่องของแรงจูงใจมาก
โดยมากก็จะมาจาก เรื่อง เงิน ความรัก และการแก้แค้น
ซึ่งเชื่อมโยงมาจาก การถูกทารุณกรรม ความเกลียด ความโกรธ ความอิจฉา ความละโมบ ความปลอดภัย ความทะเยอทะยานอัน เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่มีของมนุษย์
อย่างไรก็ตามแรงจูงใจ ควรจะเป็นสาเหตุในเรื่องปัจจุบัน มันน่ารำคาญที่มันจะเกิดจากความผิดพลาดและแรงแค้นเมื่อ ๓๐ ปีก่อน
วิธีการสืบสวนสอบสวน

๑. การตั้งสมมุติฐานในการเสียชีวิต
เป็นอุบัติเหตุ
เป็นการฆ่าตัวตาย
เป็นการถูกฆาตกรรม
ควรจะเขียนเหตุผลกำกับไว้ด้วยว่า ใช่ หรือไม่ เพราะเหตุใด
๒. รวบรวมร่องรอยหรือเงื่อนงำในที่เกิดเหตุ
ประเภทของร่องรอย
ร่องรอยที่ทิ้งไว้ มีเบาะแสสืบค้นได้ เช่น หมาไม่เหาะเมื่อบ้านถูกบุกรุก แสดงว่าฆาตกรต้องเป็นคนคุ้นเคย
ร่องรอยที่หาไม่พบ หรือไม่มีเบาะแสควรจะเป็นร่องรอยเกี่ยวกับการฆาตกรรมได้ เช่นเหยื่อถูกแทงด้วยมีดน้ำแข็ง ไม่ปรากฏอาวุธใดให้เห็น มีเพียงน้ำที่เจิ่งอยู่ปลักหนึ่ง
ร่องรอยที่เห็นได้ชัด เช่นจดหมายขู่
ลักษณะของร่องรอย หรือเงื่อนงำ
อะไรที่นักสืบจะต้องค้นหา และร่องรอยบ่งบอกถึงอะไร
รอยนิ้วมือ ตำหนิ และแผลเป็นต่าง ๆ
อาวุธ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
กองเลือด วิถีกระสุน ร่องรอยจากบาดแผล
ความไร้ระเบียบ หรือรกรุงรังของสถานที่เกิดเหตุ
จดหมายขู่ ร่องรอยการฉีกขาดของกระดาษสื่อสารข้อความ สมุดบันทึกที่หายไป ตู้เซฟที่เปิดอยู่ หรืออะไรต่าง ๆ ที่เป็นของเหยื่อ
ร่องรอยซ้ำซาก เช่น นาฬิกาที่หยุดเดิน เมื่อการฆาตกรรมได้เกิดขึ้น
การปลอมตัวหรือเลียนแบบบุคคลอื่น
คำพูด หรือกิริยาท่าทาง ของผู้ต้องสงสัย หรือพยาน
การจัดการกับร่องรอย
นักเขียนควรจะจดเตรียมเอาไว้ ทั้งร่องรอย หลักฐาน ผู้ถูกสงสัย เงื่อนไข การปลุกความสงสัย อยากรู้อยากเห็น และความหมายของร่องรอยต่าง ๆ รวมถึงผลที่ตามมา หากว่าร่องรอยนั้นนำไปผิดทาง ก็ไม่เป็นไรถ้ามันมีเหตุมีผลอันสมควร และเป็นส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่อง
นักเขียนควรจะมีแผนภาพประกอบสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมไว้ด้วย ( โดยเฉพาะนักเขียนใหม่ )

ทำรายการผู้ต้องสงสัย
เริ่มด้วยผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นฆาตกรได้ เช่น คู่แข่ง ศัตรู คนที่แสดงความไม่พอใจเหยื่อ
รายชื่อผู้ต้องสงสัยที่เคยเป็นนักโทษหรือทำผิดในกรณีเช่นเดียวกันนี้ ( พวกมือปืน )
คนแปลกหน้า หรือผู้ที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ หรือเพิ่งมาแวะเยี่ยมเยียน ฯลฯ
ในรายการควรจะบอกถึง แรงจูงใจ และโอกาสในความเป็นไปได้ว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้กระทำหากเขาไม่ใช่ ก็ให้เหตุผลไว้ด้วยเพราะอะไร ( เช่นเขามีพยานบุคคล หรือเวลาที่เกิดเหตุเขาอยู่ที่อื่น )
การมีรายการผู้ต้องสงสัย เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อนักเขียน ในการปรับเปลี่ยน และคัดเลือกตัดทิ้ง
ผู้ต้องสงสัยจากคนร้ายที่แท้จริง จะเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนอ่านที่เดาเอาไว้จนจบ
ข้อแนะนำ คุณควรหากระดาษมา แบ่งออกเป็นตารางสามช่อง ช่องแรกเขียนชื่อผู้ต้องสงสัย ช่องที่สองแรงจูงใจหรือแนวโน้มที่เป็นไปได้ ช่องที่สามข้อแก้ต่างของผู้ต้องสงสัยที่บริสุทธิ์ ควรจะเรียงลำดับผู้ต้องสงสัยสูงสุดลงมาตามลำดับ

เตรียมสาเหตุการสืบสวนที่หลงทางได้ง่าย
จากร่องรอยที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ( คืออะไร ให้เตรียมไว้อย่างมีเหตุผล เป็นความจงใจของฆาตกรหรือเปล่า หรือเข้าใจผิดไปเอง )
หลักฐานที่ถูกทำลายไปแล้ว ( เช่นเผา ทิ้งแม่น้ำ ) ทำให้ไม่มีเงื่อนงำ
การตั้งข้อสมมุติฐานผิด (ตายเพราะถูกฆ่าชิงทรัพย์ แต่ความจริงไม่ใช่ )
ความผิดพลาดในข้อเท็จจริง หรือการวินิจฉัยที่ผิด ( วินิจฉัยว่าเขาถูกฆาตกรรมโดยการรัดคอ แต่ความจริงถูกเข็มยาพิษก่อน แล้วเชือกรัดอำพราง )
ฆาตกรรมที่เกิดในห้องที่ปิดกุญแจ หรือปิดกั้นจากด้านใน ไม่มีทางเข้าออกอีก มักจะสรุปว่า ฆ่าตัวตาย
ฯลฯ
เตรียมการคลี่คลายคดีหรือข้อสงสัย ปมปัญหาแต่ละอย่าง
การคลายปมปริศนาแต่ละเรื่องต้องมีเหตุและผล สามารถอธิบายให้คนอ่านเข้าใจได้
วิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหาจะใช้วิธีตามแนวนวนิยายนักสืบดั้งเดิม ที่มักจะเชิญผู้ต้องสงสัยมารวมกลุ่มกัน ฟังการคลี่คลายคดี โดยย้อนรอยการฆาตกรรม ตัดบุคคลหรือข้อสงสัยที่ไม่ถูกต้องทิ้งไป มีแนวโน้มจะใช้หลักจิตวิทยากระตุ้นให้คนร้ายเผยพิรุธออกมา และเผลอสารภาพเองโดยไม่รู้ตัว
ใช้วิธีตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์หลักฐาน บ่งบอกถึงคนร้ายอย่างดิ้นไม่หลุด

๑๒ ยอดนักสืบที่ควรรู้จัก

๑. ลอร์ดปีเตอร์ วิมเซย์ โดย โดโรธี แอล เซเยอร์ ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่อง “ Whose Body ” ( 1923 ) และอีกครั้งในเรื่อง “ Strange Poison” ( 1930 ) และในเรื่อง “ The nine Tailors ” (1934) เป็นคนผอม ดูดี กล้าได้กล้าเสีย และใส่แว่นตาข้างเดียว วิมเซย์เป็นนักสืบที่สมบรูณ์แบบ เป็นผู้ดี และเก่งมาก เขาเป็นนักสืบคนเดียวในบรรดานักสืบทั้งปวง ที่พบกับเวลาแต่งงาน
๒. ฟิลลิป มาร์โลว์ โดย เรย์มอนด์ แชนเดลอร์ เป็นนักสืบแนวบู๊ ปรากฎตัวครั้งแรกในเรื่อง “ The big Sleep ” ( 1939 ) เรย์มอนด์ ได้พยายามสร้าง มาร์โลว์ ขึ้นมาด้วยการพูดถึงว่า “ เป็นผู้ชายที่สมบรูณ์แบบและดูธรรมดา แต่เหนืออื่นใด เขาเป็นผู้ชายที่มีเกียรติ ”
๓. แซม สเปรด โดย แดสฮิลล์ แฮมเลตท์ การผจญภัยที่มีชื่อเสียงของ สเปรด อยู่ในนวนิยายนักสืบแนวบู๊ ซึ่งจัดว่าเป็นเป็นนวนิยายนักสืบคลาสสิคเล่มหนึ่ง ชื่อ “ The Maltese Falcon ” ( 1928 ) ในสภาพแวดล้อมที่มีผสมทั้งความรุนแรง และคนร้ายที่ทรยศหักหลังที่เกิดขึ้นในสังคม แซม สเปรด จะต้องนำตัวเข้าไปแทรกเสมอ
๔.เปอร์วี เมสัน โดย เอิร์ล สแตนเลย์ การ์ดเนอร์ เป็นนักสืบที่ให้คำปรึกษาด้านการป้องกันตัวเอง ที่ได้รับความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกแนะนำตัวเมื่อปี 1932 จากเรื่อง “The Case of the Velvet claws ” เรื่องของเมสันมีความน่าสนใจจากการเอาใจใส่ในรายละเอียดประเด็นของกฏหมาย การใช้นิติวิทยาศาสตร์ เวชศาสตร์ และอาชญากรรมวิทยา เข้ามาอยู่ในเรื่อง
๕. เนโร วูฟล์ โดย เรกซ์ สเตราท์ ปรากฏครั้งแรกในเรื่อง “ Fer de-Lance ” (1934 ) เนโร เป็นอัจฉริยะที่อยู่ในรูปร่างผิดธรรมดา เขาไม่ใช่คนที่เข้าใจในตัวเองมากนัก แต่เขาก็เป็นคนที่มีเสน่ห์ ผู้ช่วยของเขาคือ อาร์ชี่ กูดวิน
๖. ซี ออกุส ดูแป็ง โดย เอ้ดการ์ แอแลน โป ปรากฏในหนังสือเรื่อง “ The Murder of the Rue Margue ” ถือว่าเขาเป็นนักสืบคนแรกในโลกนวนิยายนักสืบ ดูแป็งเป็นคนยากจนแต่มีเชื้อสายขุนนาง มีความรู้ สูบบุหรี่จัด เขาแก้ปัญหาอาชญากรรม ด้วยวิธีที่น่าทึ่ง คือ ใช้เพียงการวิเคราะห์หาเหตุผล
๗. เอลเลอรี่ ควีน โดย เอลเลอรี่ ควีน ( นามแฝงของ มันเฟร็ด ลี วาย และ เฟรเดอริค แดนเน่ย์ ) ปารกฏตัวครั้งแรกในเรื่อง “ The Roman Hat Mystery ” ( 1929 ) เรื่องราวของเขาสร้างความบันเทิงให้กับคนอ่านด้วยวิธีการสืบสวนแบบคาดคะเนตามหลักเหตุผล และเต็มไปด้วยบทสนทนาที่มีสี สรรและความสนุกสนาน
๘.เอล พาเดอร์ บราวน์ โดย กิลเบริต์ เคียต เชสเตอตัน ปรากฏในชุดเรื่องสั้นนักสืบชื่อ “ The Innocence of Father Brown ” ( 1911 ) เป็นนักสืบที่ต่างไปจากคนอื่น เขาใช้ประสาทสัมผัสที่หก ช่วยในการสืบสวน
๙. ชาร์ลี ชาน โดย เอริ์ล เดอร์ บิกเกอร์ ชานเป็นนักสืบลูกครึ่งระหว่า จีนและฮาวายอเมริกัน ออกโรงครั้งแรกในเรื่อง
“ The House without Key ” ( 1925 )
๑๐. เอล ไมเกรต โดย จอร์จ ไชน์นอน ไมเกรต เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีมนุษยสัมพันธ์ และดูเหมือนนักปรัชญามากกว่าการเป็นตัวแทนผู้รักษากฎหมาย เขาปรากฏตัวในหนังสือชุดนักสืบ “ Inspector Maigret ” (1931 )
๑๑. แอร์คูล์ ปัวโรต์ โดย อกาธา คริสตี้ เป็นนักสืบชายเบลเยี่ยม ที่มีรูปร่างเหมือนไข่ ปราฏกตัวครั้งแรกในเรื่อง “ The Mysterious Affair at Styles ” ( 1920 ) เป็นนักสืบที่ นักอ่านนวนิยายสืบสวนต้องรู้จัก ไม่แพ้ เชอร์ลอคโฮล์มล์
๑๒. เชอร์ลอค โฮล์มล์ โดย เซอร์ ดาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่อง “ A Study in Scarlet ” (1887 ) เป็นนักสืบที่โด่งดังและเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้
ข้อสังเกตสามีแอบมีกิ๊ก
ช่วงนี้เพื่อนสมาชิกรายการทนายคลายทุกข์? ได้ยินเสียงวิทยากรหญิงพร้อมทีมงาน?? จัดรายการแทนอาจารย์เดชา?? กิตติวิทยานันท์ ??เมื่อวันที่? 13? กรกฎาคมที่ผ่านมา? ประเด็นในการสนทนาเป็นเรื่องของการที่สามีไปมีเมียน้อย ?.ภรรยามีชู้ !? ??วันรุ่งขึ้นมีสายโทรศัพท์เข้ามาดิฉันเป็นร้อยสาย? ??บางรายมารู้ก็เกือบสาย ?หรือ.. สายไปแล้วก็มี???? มีผู้หญิงอีกเยอะที่สามีแอบไปมีกิ๊ก?? ตามผู้หญิง?ผู้หญิงมาเลย? จะพาไปสังเกตพฤติกรรมของลูกผู้ชาย ตัวจริง หรือไม่??.
?
??????????? วันนี้?? มีข้อสังเกตมาฝากสำหรับผู้หญิงทั้งหลาย?? ?ว่า??.สามีแอบไปมีกิ๊กแล้วหรือ !!!
·?????? เริ่มหันกลับมาแต่งเนื้อแต่งตัวเนี๊ยบขึ้น
·?????? ใส่น้ำหอมกลิ่นโชยมาเชียว
·?????? มีธุระนอกบ้านบ่อยครั้ง
·?????? วันเกิดเพื่อนคนโน้น? คนนี้? เมื่อเพื่อนของตัว?หมด???????? ก็วันเกิดเพื่อนของเพื่อนไง !
·?????? สัมมนาต่างจังหวัดบ่อย (แอบพากิ๊กไปเที่ยว)
·?????? โทรศัพท์มือถือใช้ระบบสั่น
·?????? มีสายเข้าไม่ค่อยรับ? ปล่อยให้สายหลุด
·?????? แล้วก็เข้าห้องน้ำไปแอบโทรศัพท์?จ้า
·?????? อยู่ต่อหน้าเมีย?กิ๊กโทรมาแกล้งทำสายหลุด
·?????? หงุดหงิดง่าย? ***
·?????? เมียทำอะไรให้ก็ขวางหูขวางตาไปหมด
·?????? กระวนกระวาย?หาเหตุออกไปข้างนอกไม่ได้
?
ถ้าผัวใหญ่..ผัวน้อย?หรือแฟนใคร.. มีพฤติกรรมเป็นเช่นนี้?? พึงระวังไว้เลย?..ใกล้จะเสียผัวไป?..ถ้าไม่รีบรักษา ?.? เหมือนคนเป็นโรคมะเร็ง ถ้าไม่ได้รับการเหยียวยา? ก็ตายเร็ว ผู้หญิง..ว่า ป้องกันไว้??..ดีกว่าแก้?.! มั้ยคะ !?
มีปัญหาโทร? 084-xxx-xxxx?? (ด่วน!)???? ยินดีให้คำปรึกษา


DETECTIVE นักสืบเอกชน 02-xxx-xxxx, 084-xxx-xxxx
สืบชู้สาว สืบทุจริต สืบสินค้าปลอม เร่งรัดหนี้สิน สืบทรัพย์ สืบจับ และสืบทรัพย์บังคับคดี
สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้

วิธีฝึกฝนให้เป็นคนช่างสังเกต

วิธีฝึกฝนให้เป็นคนช่างสังเกต

1. พยายามหัดตัวเองให้เป็นคนดูสิ่งต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ฝึกหัดกันอย่างง่ายๆ คือให้เรานำเอาลูกกุญแจมาวางไว้ตรงหน้า แล้วจดจำรายละเอียดของลูกกุญแจให้หมดทุกส่วน เมื่อนำลูกกุญแจออกไปแล้วให้วาดภาพให้เหมือนของจริงมากที่สุดในครั้งแรกๆ ของการปฏิบัติอาจต้องใช้เวลานานในการพิจารณารายละเอียด แต่เมื่อได้ฝึกหัดไปสักระยะหนึ่งจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องแปลกใจ
2. พยายามสร้างความสังเกตในตนเองให้ถูกต้องโดยสังเกตตนเองก่อน เช่น เวลาใส่เสื้อเรามักชอบเอาแขนข้างไหนใส่ก่อน เวลาก้าวลงบันไดเท้าแรกที่สัมผัสขั้นบันไดมักเป็นข้างซ้ายหรือขวา ความละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้จะช่วยทำให้เราเป็นคนรู้ตัว มีสติอยู่ตลอดเวลา และจะช่วยให้นักช่างสังเกตที่ดีเยี่ยมต่อไป

วิธีฝึกฝนให้เป็นคนช่างจดจำ

1. ต้องมีสมาธิต้องมีความตั้งใจ เพราะหากไม่เกิดความสนใจหรือเอาใจใส่ซะแล้ว ต่อให้ช้างมาย้ำมาฉุดก็จำไม่ได้
2. มีความละเอียดแม่นยำและมองเห็นภาพอย่างทะลุปรุโปร่ง
3. การจัดระบบความคิด ในการจดจำเหตุการณ์อะไรให้ได้นาน หรือจัดระบบความคิดของเรา สิ่งใดควรมาก่อนหลัง เพื่อไม่ให้ความจำของเราสะเปะสะปะ หรือในบางครั้งอาจขยายความคิดของเราเกินจริง หรือให้ตื่นเต้นเพื่อย้ำความจำก็เป็นได้ เช่น เราก็สมัครตัวเองเข้าไปเป็นทหารจับปืนสู้กับข้าศึกซะเลย
4. การปฏิบัติซ้ำๆ เหมือนเวลาที่เราอยากจำชื่อสูตรเคมี หรือสูตรคณิตศาสตร์ที่ยากๆ เราก็ต้องท่องซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ เที่ยว
5. ในบางครั้งที่มีเรื่องหลายเรื่องที่ต้องจำ หากจำกันไว้ทีเดียวคงไม่ไหว เราต้องใช้สิ่งช่วยจำอาจเป็นการทำเครื่องหมาย ทำตำหนิ หรือหาสิ่งคล้องจอง เช่น จำเป็นบทกลอน หรือคำที่มันตลกๆ เป็นต้น

การเฝ้าจุดสะกดรอย

การสะกดรอยเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และนับเป็นหัวใจของนักสืบอาชีพเลยแหละการสะกดรอยก็คือการทำทุกวิถีทางให้ได้เห็น หรือรู้ข้อมูลที่ต้องการจะสืบมากับตาเพื่อกันความผิดพลาด รักษ์จะเป็นนักสืบห้ามเดาสุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวเสียฟอร์มหมด นั่งเทียน (เขียนรายงานมั่ว นั่นแหล่ะ) นักสืบพวกมักง่ายมีเยอะ ประเภทโกหกลูกค้าไปวันๆ

วิธีสะกดรอยมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ

1. การสะกดรอยขณะเคลื่อนไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ วิธีเดินเท้ากับการใช้ยานพาหนะ
2. การเฝ้าจุด ใช้กรณีสืบเสาะเฝ้าดูหรือแหล่งกบดานของผู้ที่เราติดตามโดยเฉพาะโจรผู้ร้าย
3. การใช้เครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์ การติดจีพีเอส เครื่องดักฟัง ติดกล้องวงจรปิด

ก่อนจะสะกดรอยเราควรมารู้ซะก่อนว่า นักสะกดรอยที่ดี ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้
-รูปร่างปานกลาง ไม่สูงหรือไม่เตี้ยเกินไป ไม่อ้วนหรือไม่ผอมเกินไป จะได้ไม่เป็นที่สะดุดตาเรียกว่ายิ่งหุ่นโหล หน้าโหล เท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้นละ สวยเหมือนนางแบบ งามเหมือนดารา เป็นจุดเด่นเกินไป
-มีปฏิภาณไหวพริบดี สามารถคาดการณ์และแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้แนบเนียน
-มีความสังเกตจดจำดี ไม่งั้นเดินๆ เกิดจำไม่ได้เดินตามคนผิดไปซะเฉยๆ ก็เสียอนาคตกันไปเลย
- มีสุขภาพดี ข้อนี้สำคัญมาก หากเอาคนขี้โรคไปสะกดรอย เดินตามเขาไปแค่สี่ ช่วงตึกก็เกิดหน้ามืดเป็นลม ท้องเสีย ฯลฯ ขึ้นมาละก็ยุ่งแน่ โดยเฉพาะเป็นโรคปอดแหกอย่ามาเป็นนักสืบเชียว
- มีความมานะ อดทนดี เรียกตามสามปียังไม่เบื่อ (ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง)
- มีอากัปกิริยาเคลื่อนไหวเป็นปกติ เช่นขาไม่กะเผลก หรือเดินข้อกลาง เป็นนักเลงโต เพราะพวกนี้จะเป็นที่สะดุดตาเป็นอย่างมาก
- มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะขืนตามอยู่ดีๆ เกิดขี้เกียจ เลยมานั่งเกียจเลยมานั่งเทียนเขียนข้อมูลก็พังกันเป็นแถบๆ ไป

เป็นไงบ้างคะ สำหรับคนที่สนใจเป็นนักสืบ พอที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วนะ การเป็นนักสืบต้องมีใจ และใจรักจริง ๆ ถึงจะทำงานนี้ได้ดี งานนักสืบเป็นงานสร้างสรรค์ ต้องมีศิลป์ คนที่รักที่จะทำ ก็สามารถทำงานสืบได้ น้องๆ หรือใครที่สนใจที่จะเป็นนักสืบติดต่อมาได้คะ ไม่ใช่เรื่องยากเลย

นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล

นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล

การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร

การสังเกตจดจำสิ่งของ

ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง


นักสืบต้องสังเกตและ..จดจำลักษณะบุคคล

การสังเกตจดจำคนที่ใบหน้านั้นเป็นสิ่งปกติวิสัยของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับนักสืบแล้วอันดับแรกเมื่อต้องการจะจดจำบุคคลจะมอง
- ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
- เครื่องประดับเมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
- เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้นวดเครา
- ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัวและการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
เรื่องของใบหน้าสำหรับนักสืบนั้นต้องมองแบบมีระดับโดยจะแบ่งการมองออกเป็น 5 ส่วน
- ส่วนที่ 1 คือ ทรงผม และใบหู ให้ดูรวมกันไป แล้วจึงไล่มาดู
- ส่วนที่ 2 จากการดูแบบรวดเร็ว 2 ส่วน เราลักษณะรูปหน้าได้ทันทีจากนั้นจึงดูไล่ไปยัง
- ส่วนที่ 3 คือ ตาและคิ้ว เมื่อจดจำแล้วก็ไล่ไปจดจำ
- ส่วนที่ 4 ต่อ คือ จมูก
- ส่วนที่ 5 ปากเป็นส่วนสุดท้าย
ในการสังเกตจดจำลักษณะบุคคลเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ประการคือ
1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)
2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น นอกจากนักสืบจะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วยให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร

การสังเกตจดจำสิ่งของ

ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกัน คนทั่วไปมักสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจจะรู้ไปถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐานและหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ
ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจำจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง


การสังเกตจดจำสถานที่

การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม

การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้อง
จากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึกและที่สำคัญมากคือ
การดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง
ยังมีอีกนะ ตอนหน้าพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะนักสืบมือใหม่ ต้องติดตาม

คุณสมบัติประจำตัวนักสืบ( ที่ต้องมี...มาก)

คุณสมบัติประจำตัวนักสืบ( ที่ต้องมี...มาก)


การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น

สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)

วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !


การสังเกตจดจำ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งของนักสืบ ความจริงก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษอะไรเพราะทุกคนก็ผ่านการเรียนหนังสือมา ก็คงต้องเคยบังคับใจตนเอง ให้ท่องหนังสือหนังหาอยู่จนดึกดื่น บางคนก็ท่องไปทำเครื่องหมายไป หรือตามแต่จะสรรหาเทคนิคมา ทำให้จำกันได้มากๆสิ่งเหล่านี้แหละช่วยฝึกฝนให้เรารู้จักจดสิ่งต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว
การสังเกตโดยปกติของคนเรานั้นอาจเป็นแบบที่เรียกว่า แบบชาวบ้าน คือมองอะไรก็มองแค่ผิวเผิน เช่น หากถามว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่เราใส่ไปทำงานทุกวันมีกี่เม็ด เราคงตอบทันทีไม่ได้ ต้องนั่งนึกและตอบออกมาอย่างไม่แน่ใจ แต่นับสืบจะมองแค่ผิวเผินไม่ได้
การสังเกตต้องมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้นกว่าธรรมดากับคำถามนี้นักสืบจึงตอบได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ส่วนด้านความจำนั้นเราคงเคยโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่คิดจะทำอะไรในวันนี้วันนั้น แต่แล้วก็ไม่ได้เพราะหลงลืมไปสาเหตุที่ที่ทำให้เราจำไม่ได้เพราะเราขาดสิ่งกระตุ้นซึ่งมีทั้งกระตุ้นภายนอก และสิ่งกระตุ้นภายในร่างกายของเรา
สิ่งกระตุ้นภายนอกได้แก่สภาวการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะผิดแปลกจากปกติธรรมดาออกไป เช่น เราไปมองเห็นผู้หญิงสาวแต่งชุดราตรี มีเครื่องอาภรณ์พร้อม แต่ไปนั่งยองๆ เหลากินข้าวต้มอยู่ ความแปลกแยกนี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี เป็นต้น
สิ่งกระตุ้นภายในได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าเป็นคนชอบดูการแข่งขันฟุตบอลก็จดจำรายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้แม่น กว่าคนที่ไม่ได้สนใจ เป็นต้น

สุภาษิตไทย.....หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง (ตา)

วันๆ หนึ่ง หู ตา จะได้พานพบกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามามากมาย แต่เราจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทั้งหมด (หากจำได้หมดคงเป็นบ้าแน่) แต่สำหรับคนที่ฝึกหัดประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ได้ดี จะช่วยแยกแยะและจัดระบบความจำได้ดีกว่าคนปกติ และประสาทสัมผัสทั้งห้า ของคนเราหากได้รับการฝึกหัดอย่างดีอาจใช้ในการคาดคะเนกะระยะ ขนาดวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ไกลๆ ได้
โสตสัมผัส การหัดฟังเสียงจากต้นกำเนิดเสียงต่างๆ กันและสามารถ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเกิดจากอะไร เช่นกรณีที่เราได้ยินเสียงการปะทะกัน เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ ก็รู้ว่าเขาใช้อาวุธใดและอยู่ในทิศทางใดเราสามารถควบคุมสถานการณ์และพาตัวเองรอดได้
นาสิกสัมผัส กลิ่นใครคิดว่าไม่สำคัญเอาง่ายๆ หากเราบังเอิญได้กลิ่นของ น้ำเน่า พัดมาดับสายลม มันอาจพาให้เราไปพบต้นตอของอาการสิ่งมาสัมผัสกับเราได้ทันเวลา
ชิวหาสัมผัส สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเวลาตรวจสอบเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้สายตาได้ปกติหรืออยู่ในที่มืด การฝึกหัดการคลำหรือสัมผัสด้วนมือจนชำนาญ จะช่วยเราได้ในกรณีนี้
การจะเป็นนักสืบ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ ต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่สัมผัสของตนเอง และอย่าคิดแทนเป้าหมาย ว่าน่าจะอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเราอาจจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ล่อแหลมต่อการเกิดความผิดพลาดสัมผัส เช่นสายตาสั้น ตาบอดสี หูตึง หรือระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่ายๆ ความพิสดารหรือความไม่เคยชินก็มักจะทำให้ไม่ค่อยได้เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและที่ต้องคอยจับตาดู ก็เรื่องของจิตใจนี่แหละ หากใจเกิดมีอคติลำเอียงซะแล้วก็อาจเหมาจดจำอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ติดตามนักสืบตอนต่อไปนะคะใครที่สนใจเป็นนักสืบ ห้ามพลาด !

กำเนิดนักสืบรุ่นใหม่

กำเนิดนักสืบรุ่นใหม่
ตำรวจไทยหลายคนมีความพยายามอย่างล้นเหลือที่จะเข้าคลี่คลายคดีหลายคดีที่มีความซับซ้อน ต้องยอมรับว่าตำรวจรุ่นใหม่ที่หลุดออกมาสวมเครื่องแบบเต็มตัวในปัจจุบันนี้มีสมองดี และบางคนมีพรสวรรค์คล้ายกับคนที่เล่นดนตรีเป็นก็สามารถจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเคาะให้เข้าจังหวะได้เหมาะเจาะ แม้ว่าจะอ่านโน้ตไม่ออกก็ตาม นักดนตรีลักษณะนี้เมื่อมีผู้รู้สอนการอ่านโน๊ตให้อย่างถูกทิศถูกทาง เขาก็สามารถที่จะรุดหน้าไปได้อย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกันหากนักสืบได้ตำราหรือกูรูที่ชี้ทิศทางให้ เขาก็สามารถที่จะเดินเครื่องเป็นนักสืบสวนมืออาชีพได้อย่างทันที
บอกได้ว่าการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอำพรางตัวเป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สึนามิ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักสืบหน้าใหม่ยอมรับในทฤษฎีใหม่ โดยนำหลักพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในการคลี่คลายติดตาม ซึ่งคดีอำพรางการตายลักษณะนี้ ทฤษฎีดังกล่าวบอกไว้ว่าตำรวจต้องพยายามควบคุมเรื่องราวในคดีให้ได้ นั่นคือการจัดรายละเอียดของคดีให้เรื่องราวมีความสอดคล้องกัน ซึ่งผลจากการจัดการและดูพฤติกรรมต่างๆของเป้าหมายจะเกิดผล 2 ประการ
ประการแรก รายละเอียดของคดีจะสอดคล้องกันทั้งหมดทั้งทางหลักฐานที่ได้มาและพยานปากต่างๆ หรือไม่ก็เกิดความไม่สอดคล้องกันของเหตุการณ์ จนทำให้เกิดประเด็นสงสัย ประการที่สอง การพยายามทำลายหลักฐานในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มักจะถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่ให้กับการสืบสวน
ในคดีนี้ถือว่าต้องปักธงแดงทางคดีไว้เลยว่ามีความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากเหตุการณ์ทุกอย่างถูกจัดขึ้นอย่างสอดคล้องต้องกันทั้งหมด และสอดคล้องอย่างเกินความจริง รวมทั้งมีหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้นอย่างมากมาย
ผมยืนยันได้ว่าหากผู้ต้องหาไม่พยายามดิ้นรนเปลี่ยนชื่อ เพื่อ “เกิดใหม่” เป็นคนอื่น คดีนี้จะทำให้ตำรวจทำงานยากมากขึ้น
เมื่อนำคดีนี้มาวิเคราะห์ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์จะพบจุดสังเกตอย่างหนึ่งที่เหมือนจะเป็นรายละเอียดปีกย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นจุดใหญ่ของคดีและทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย นั่นก็คือเมื่อย้อนหลังไปในวันที่สามีมาแจ้งว่าพบศพภรรยาแล้ว แต่ผู้เป็นสามีกลับไม่ติดใจสงสัยเรื่องทรัพย์สินหรือเครื่องประดับ ทั้งที่พฤติกรรมของภรรยามักจะชอบของประดับมีค่า และใส่เครื่องประดับมากมายเมื่อออกจากที่พัก แต่ที่ศพกลับมีบัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียวเท่านั้น ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กองบังคับการปราบปรามตัดสินใจเดินหน้า เพราะมันขัดกับพฤติกรรมของคนทั้งคู่ในอดีต ทำให้เชื่อเบื้องต้นได้ว่าอาจจะมีการอำพรางพฤติกรรมเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคดีนี้จะเดินเครื่องได้อย่างราบเรียบโดยปราศจากขวากหนามเนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากอยู่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่การวางแผน เพราะคดีนี้ดูก็รู้แล้วว่ามีการวางแผนการเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกและขณะนี้กองบังคับการปราบปรามกำลังเข้าไปจัดการในเรื่องรายละเอียด
ทั้งนี้ผมเชื่อว่าการจับกุมคดีนี้ได้เป็นเพราะนักสืบยอมรับในทฤษฎีใหม่ ซึ่งการยอมรับครั้งนี้จะทำให้เกิดนักสืบหน้าใหม่ขึ้นมาอีกหลายคน นอกจากนี้การจับกุมในคดีนี้ถือว่าใช้วิธีที่มาตรฐานไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ตำรวจไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คดีนี้จึงถือเป็นคดีหนึ่งที่น่าจะเป็นที่ยอมรับของตำรวจทั่วโลก และเป็นบทเรียนให้กับตำรวจไทยด้วย
ผมดีใจครับที่นักสืบรุ่นใหม่มีพัฒนาการและพัฒนาได้ดีกว่าที่หลายคนคิดไว้ด้วยซ้ำ

คุณสมบัติของนักสืบ

คุณสมบัติของนักสืบ

- ต้องเข้าใจเนื้องานที่จะสืบ
- งานสืบสวนเหมาะสำหรับคนที่ไหวพริบทางปัญญาสูง ๆ
- ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
- เหตุเกิดเฉพาะหน้าสามารถแก้ได้เลย
- มีความอดทน
- ทำงานไม่เป็นเวลา เตรียมพร้อมตลอด
- สุขภาพดี แข็งแรง
- มีความละเอียดอ่อน
- เป็นคนช่างสังเกตุ
- การรักษาความลับของลูกค้า
- นักสืบจะมีข้อเท็จมาก เรื่องสำคัญส่วนตัวของลูกค้าต้องรักษาให้ได้
- ไม่แพร่งพรายหรือเล่าให้ญาติพี่น้องรับทราบ
- นักสืบต้องมีความคล่องตัวสูง
- ติมดามสืบพฤติกรรมต้องไม่ให้รู้ว่าเรากำลังสืบอยู่ต้องมีประการณ์
- วิธีการติมตามต้องรู้วิธี นักสืบต้องมีความรู้ทั่วไปต้องรู้เป็นอย่างดี
- เป็นงานที่เกี่ยวกับการปลอมตัวต้องปลอมให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
- รู้เกี่ยวกับรายละเอียดบุคคล
- รับงานสืบต้องสอบให้ละเอียดทำงานต้องทำให้ตรงกับผู้ว่าจ้าง







นักสืบหญิงกับชายแตกต่างกันอย่างไร
- อันดับแรกผู้หญิงกับผู้ชายรูปร่างแตกต่างกันอยู่แล้ว
- อันดับสองคือการคล่องตัว ผู้หญิงอาจจะไม่คล่องตัว
- แต่ว่าผู้หญิงอาจจะได้เปรียบในการทำงานในด้านสืบสวน
- ไม่ค่อยจะมีใครคิดว่าจะมีนักสืบหญิง
- งานสืบสวนจะมีการเสี่ยง คือ เสี่ยงลูกปืน เสี่ยงอาจจะถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ การเข้าถึงตัวเป้าหมายที่เราจะสืบและไม่มีใครสงสัยอะไรต่างๆ การติดต่อ การลวง การขอข้อมูลหรือการวางสายต่างๆ ถ้าเราไปขอความร่วมมือ ถ้านักสืบผู้หญิงถาม จะได้ข้อมูลมากกว่านักสีบผู้ชาย ผู้ชายบางครั้งเราจะไม่รู้จักกับใครเลย เช่น คนแปลกหน้า คนแปลกหน้าบางครั้งจะไม่วางใจใครอยู่แล้ว เวลาถามจะไม่ได้ข้อมูล ผู้หญิงจะเก็บได้ดีกว่าชาย
- แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว การจะหานักสืบหญิงมาทำงานจะเป็นเรื่องยาก
- เป็นงานที่เสี่ยงทางบ้านไม่ให้มำบ้าง กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ขับรถก็ต้องขับเร็ว สวีดสวาดและต้องถือกล้องถ่ายรูปด้วย
- บางครั้งเข้าไปในโรงแรมม่านรูดในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า เช่น เข้าไปโรงแรมหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม บางครั้งที่อาบ อบ นวด บางครั้งก็ต้องปลอมตัวมันมีโอกาสเสี่ยง เพราะฉะนั้นจึงทำให้หานักสืบผู้หญิงได้ยาก

ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างเป็นใคร หญิงหรือชาย
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บอกได้เลยว่า พอ ๆ กัน เข้าตำราว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็ลว” เรื่องหญิงหรือชายต้องการสืบว่าผัว หรือเมีย ไปมีชู้ มีเมียน้อย มีผัวใหม่ หญิงร้ายชายก็เลว บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับกรรมการ เป็นผู้อำนวยการ แต่การหาผัว หาเมีย ก็หาที่ทำงาน เป็นระดับพนักงาน เลขา เจ้านายลูกน้อง เพื่อนฝูงบ้าง ยิ่งสมัยนี้นุ่งสายเดี่ยว ความอาย ความหน้าด้านพอ ๆ กัน การมีเพศสัมพันธ์บางแห่ง เอาไปเอามาหลับนอนในที่ทำงานก็มี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผัวเมีย หมดเท่าไหร่ก็ยอม
เอ้ย! ปลงมั้ย หรือรู้แล้วยิ่งทำชั่ว เพิ่มความเหม็นเน่าของสังคมไปใหญ่ มีอาชีพเดียวที่รู้ปัญหาของสังคมมากที่สุก คือนักสืบ เพราะเข้าไปยุ่งกับเขาทุกที่ โดยที่คุณไม่รู้ ..ตัว.หรอก